Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4706/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 ฉ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น หากผู้นำเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าผู้นำเข้าพอใจการประเมิน การประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำเข้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้วมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภทพิกัดเป็นผลให้รับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน ฟ้องโจทก์ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยมีเจตนาที่หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำเข้าโดยมิได้มีการหลีกเลี่ยงพยายามหลีกเลี่ยงอากร เมื่อการชำระอากรขาดเกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้องมิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้องแต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้า ซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามกฎหมายศุลกากร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วนเมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 จำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้า "ดอกเก๊กฮวยตากแห้ง" จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยทางเรือ และได้นำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรโดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 10 ฉบับ สำแดงประเภทพิกัด 1211.902 อัตราอากร 4.20 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ต่อมาสำนักงานตรวจสอบอากรของโจทก์ตรวจพบว่าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ ดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 อัตราอากรร้อยละ 40 ของราคา

ซี.ไอ.เอฟ เป็นเหตุให้อากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระขาดจำนวนไปรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 1,655,190 บาท โจทก์ได้แจ้งการประเมินอากรขาเข้าที่ต้องชำระเพิ่มเติมให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งคัดค้านหรืออุทธรณ์การประเมิน หนี้ภาษีตามการประเมินจึงเป็นอันยุติ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน นางนันทวันถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 โดยมีจำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 เป็นทายาทของนางนันทวัน จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 จึงมีหน้าที่ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ตามกฎหมายด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระหนี้ค่าภาษีอากรแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,654,190 บาท

จำเลยทั้งสิบห้าให้การว่า สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้าตามฟ้องคือ "ยาพรรณไม้เก๊กฮวยมิใช่ผง" ซึ่งจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.902 เนื่องจากเป็นพรรณไม้ที่ใช้เป็นยารักษาหรือใช้ป้องกันโรค โดยจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดและชำระอากรขาเข้าในประเภทพิกัดนี้ตลอดมาซึ่งโจทก์ก็ยอมรับโดยไม่เคยทักท้วงหรือโต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง ทั้งฝ่ายวิเคราะห์สินค้าของโจทก์ยังได้ทำการวิเคราะห์สินค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จนเป็นที่พอใจว่าเป็นยาพรรณไม้และส่วนของพรรณไม้ตามประเภทพิกัดที่ 1211.902 โดยถูกต้อง จึงได้ปล่อยสินค้าให้จำเลยที่ 1 รับไป สินค้าพิพาทมิได้จัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 อันเป็นรายการอื่นๆ นอกจากพรรรณไม้หรือส่วนของพรรณไม้

การประเมินอากรขาเข้าของโจทก์จึงไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์เรียกร้องเงินอากรโดยคิดคำนวณเงินอากรขาด จึงมีอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 วรรคสาม แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 นำสินค้าเข้าสำเร็จ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ นอกจากนี้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 มิได้รับทรัพย์มรดกใดๆ จากเจ้ามรดก จึงไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดในจำนวนเงินตามที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสิบห้า โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วน นางนันทวันถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2546 โดยมีจำเลยที่ 10 เป็นทายาทและผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 11 เป็นมารดา จำเลยที่ 12 เป็นสามี และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 15 เป็นบุตรของนางนันทวัน เมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 จำเลยที่ 1 นำสินค้าจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 10 ฉบับ สำแดงว่าสินค้าที่นำเข้าคือยาพรรณไม้เก๊กฮวยมิใช่ผล (CHINESE

RAW MEDICINES) ประเภทพิกัด 1211.902 อัตราอากรขาเข้า 4.20 บาทต่อ 1 กิโลกรัม ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 45, 52, 58, 67, 75, 83, 91, 107 และ 116 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยที่ 1 รับไปแล้ว ต่อมาโจทก์ตรวจสอบพบว่า สินค้าที่จำเลยที่ 1 นำเข้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ในฐานะเป็นพรรณไม้และส่วนอื่นๆ ของพรรณไม้ ซึ่งต้องชำระอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 40 ของราคาสินค้า เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรตามใบขนสินค้าขาเข้าทั้ง 10 ฉบับ ขาดไปเป็นเงินอากรขาเข้า 122,627 บาท 144,772 บาท 121,619 บาท 102,665 บาท 159,801 บาท 211,130 บาท 250,694 บาท 107,426 บาท 176,873 บาท และ 160,742 บาท ตามลำดับ กับต้องชำระอากรพิเศษสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 5 ถึงฉบับที่ 9 เป็นเงิน 15,980 บาท 23,738 บาท 27,694 บาท 10,742 บาท และ 17,687 บาท ตามลำดับรวมเป็นเงินอากรขาเข้าและอากรพิเศษที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพิ่ม 1,654,190 บาท

พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์จึงมีหนังสือแจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 44, 51, 57, 66, 74, 82, 90, 98,106 และ 114 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าฉบับที่ 1 ถึงที่ 3 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 4 และที่ 5 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 6 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2547 ฉบับที่ 7 ถึงที่ 9 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และฉบับที่ 10 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 64, 65, 73, 81, 97, 105 และ 113 แต่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และมิได้ชำระค่าอากรตามการประเมิน ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า

สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.902 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน เห็นว่า ตามมาตรา 112 ฉ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ.2543 ผู้นำของเข้ามีสิทธิอุทธรณ์การประเมินอากรของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ดังนั้น หากผู้นำเข้าไม่อุทธรณ์ก็ต้องถือว่าผู้นำเข้าพอใจการประเมินการประเมินนั้นย่อมเป็นอันยุติ ผู้นำของเข้าจะนำคดีมาฟ้องเพื่อให้เพิกถอนการประเมินหรือต่อสู้คดีในศาลว่าการประเมินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำของเข้าได้รับหนังสือแจ้งการประเมินโดยชอบแล้วมิได้อุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นการประเมินผิดประเภทพิกัดเป็นผลให้รับฟังได้ว่า สินค้าพิพาทที่จำเลยที่ 1 นำเข้าจัดอยู่ในประเภทพิกัดที่ 1211.909 ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรขาตามฟ้องแก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวัน เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามมาตรา 1025 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 และนางนันทวันจึงไม่อาจปฏิเสธว่าหนี้ดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ซึ่งยุติตามการประเมินแล้วเป็นหนี้ที่ไม่ถูกต้อง แต่เมื่อนางนันทวันถึงแก่ความตายแล้วโดยมีจำเลยที่ 1 เป็นทายาทและผู้จัดการมรดก และจำเลยที่ 11 ถึงที่ 15 เป็นทายาทของนางนันทวัน

จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1737 แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 ต้องรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่แต่ละคนได้รับไปเท่านั้น ปัญหาวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้ามีว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสิบห้าแก้อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียให้แก่โจทก์ กรณีมิใช่เป็นการชำระอากรขาด เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรอันทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ

ภายในอายุความ 10 ปี แต่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินอากรโดยคิดคำนวณเงินอากรขาดจึงมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 เห็นว่า มาตรา 10 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 บัญญัติว่า "เว้นแต่ในกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากร สิทธิของกรมศุลกากรที่จะเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ น้ำหนัก หรือราคาแห่งของใดๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใดๆ นั้นให้มีอายุความ 10 ปี แต่ในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดให้มีอายุความ 2 ปี ทั้งนี้นับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออก" ในข้อนี้นอกจากจำเลยทั้งสิบห้าจะให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรที่จะต้องเสียให้แก่โจทก์แล้ว ตามฟ้องโจทก์ก็ไม่ได้กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ชำระค่าอากรไม่ถูกต้องครบถ้วนโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงอากรแต่อย่างใด

กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเงินอากรที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้นำของเข้าโดยมิได้มีการหลีกเลี่ยงพยายามหลีกเลี่ยงอากร เมื่อการชำระอากรขาดเกินจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าไม่ถูกต้อง มิใช่เกิดจากจำเลยที่ 1 สำแดงประเภทพิกัดของสินค้าถูกต้องแต่โจทก์คำนวณจำนวนเงินอากรผิด จึงเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกเงินอากรที่ขาดเพราะเหตุอันเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าซึ่งมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นำของเข้าตามบทบัญญัติดังกล่าวจำเลยที่ 1 นำเข้าสินค้าพิพาทในคดีนี้ระหว่างปี 2541 ถึงปี 2544 เมื่อนับถึงวันที่ 17 มีนาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยประเด็นนี้ว่า โจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบห้าฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันชำระค่าภาษีอากรจำนวน 1,654,190 บาท แก่โจทก์ เฉพาะจำเลยที่ 10 ถึงที่ 15 ให้รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่แต่ละคนได้รับ กับให้จำเลยทั้งสิบห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิศเรศ ชัยรัตน์ · องอาจ โรจนสุพจน์ · ไมตรี ศรีอรุณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้