Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

พ.ศ. 2561 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,938,480 บาท เห็นว่า ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) เป็นผลกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากการคำนวณจำนวนหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ได้รับเงินกู้เปรียบเทียบกับการคำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) โดยหนี้สินนั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระเงิน ย่อมนำมาคำนวณได้ทั้งกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น โจทก์จึงต้องนำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1,195,938,480 บาท มารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 39 ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอน กลับ หรือแก้ไขคำสั่งของจำเลยในหนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรที่ กค 0709.08/4433 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 และหนังสือตอบอุทธรณ์ที่ กค 0709(กม.11)/4817 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 ให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ 466,187,595.35 บาท (ภาษีเงินได้นิติบุคคล 339,045,523.85 บาท และเงินเพิ่ม 127,142,071.50 บาท) ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 และตามคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากต้นเงิน 466,187,595.35 บาทนับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2557 จนถึงวันฟ้อง 32,633,131.67 บาท รวม 498,820,727.02 บาท และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของต้นเงิน 466,187,595.35 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยคืนเงินภาษีและเงินเพิ่ม รวม 466,187,595.35 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนจากต้นเงิน 466,187,595.35 บาท นับแต่วันที่ 26 มีนาคม 2557 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 32,633,131.67 บาท รวมเป็นเงิน 498,820,727.02 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของต้นเงิน 466,187,595.35 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยมิให้เกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่โจทก์ได้รับคืน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 80,000 บาท เฉพาะดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 32,633,131.67 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ภายใต้โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอิสระ (Independent Power Producer, "IPP") ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โจทก์ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. โดยโจทก์ตกลงที่จะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ในปริมาณพลังไฟฟ้า 660 เมกะวัตต์ โจทก์จัดหาแหล่งเงินทุนโดยกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินเป็นเงินตราสกุลต่าง ๆ ในต่างประเทศหลายแห่ง ในวงเงินกู้ยืม 460,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์จะต้องชำระคืนเงินกู้งวดแรกภายหลังที่โจทก์เริ่มมีรายได้จากการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial

Operation) โรงไฟฟ้าก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในปี 2555 โจทก์เริ่มผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้แก่ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โจทก์มียอดเงินกู้ยืมค้างชำระที่เป็นเงินตราต่างประเทศจำนวน 453,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ คำนวณเป็นเงินไทยจำนวน 13,742,401,680 บาท มีกำไรจากการแปลงค่าเงินตราเป็นเงิน 1,195,938,480 บาท เมื่อหักกลบกับผลขาดทุนจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศรายการอื่นแล้ว มีกำไรสุทธิ 1,195,239,567.55 บาท โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โดยมิได้นำกำไรจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศดังกล่าวมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยว่า วิธีการรับรู้ผลกำไรจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศของโจทก์ดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่ถูกต้อง และโจทก์จะต้องนำผลกำไรดังกล่าวมารับรู้เป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โจทก์จึงยื่นหนังสือขอหารือต่ออธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือตอบข้อหารือของจำเลยว่า "กรณีมีหนี้สินซึ่งมีค่าเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีในระหว่างที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ายังไม่แล้วเสร็จ โจทก์จะต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร โดยรับรู้ผลกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังนี้ (1)

กรณีมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว โจทก์จะต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร (2) กรณีมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว ถือเป็นรายจ่ายในการลงทุน โจทก์ต้องนำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้นไปรวมคำนวณเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สิน เพื่อคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ตามมาตรา 65 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร" โจทก์ปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) และยื่นแบบฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 โดยการบวกผลกำไรที่เกิดจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ และเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 339,045,523.85 บาท และเงินเพิ่ม 127,142,071.50 บาท

พร้อมกับยื่นหนังสือขอสงวนสิทธิโต้แย้งความเห็น ต่อมาวันที่ 6 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 2 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เพื่อขอคืนภาษี 339,045,523.85 บาท ที่ชำระเพิ่มเติมไปตามแบบ ภ.ง.ด. 50 ฉบับยื่นเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร (ค.10) เพื่อขอคืนเงินเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2553 จำนวน 127,142,071.50 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งไม่คืนภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เป็นจำนวนเงินค่าภาษีและเงินเพิ่มรวม 466,187,595.35 บาท โดยให้เหตุผลว่า โจทก์อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานได้กู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนในการก่อสร้าง

มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชีปี 2553 เมื่อตีราคาเป็นเงินตราไทย ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์นำมาเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง ประกอบกับการตอบข้อหารือกรมสรรพากรที่ กค 0702/3392 ลงวันที่ 19 เมษายน 2556 กรณีโจทก์มีหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อคำนวณแล้วมีกำไรจากผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยน

โจทก์ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ซึ่งโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ชำระไว้ถูกต้องแล้ว โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่คืนเงินภาษีอากรเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม 2557 โจทก์ได้รับหนังสือสำนักงานสรรพากรภาค 5 ของจำเลยแจ้งว่า คำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กำไรจากการตีค่าหนี้สินกู้ยืมเงินมาสร้างโรงไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5)

แห่งประมวลรัษฎากร แล้ว โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจำนวน 1,195,938,480 บาท โจทก์จะต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 อันเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องคืนเงินภาษีให้แก่โจทก์ตามฟ้อง หรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงาน ได้กู้เงินสกุลเงินตราต่างประเทศเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมาลงทุนในการก่อสร้าง มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศเหลืออยู่ ณ วันสิ้นงวดบัญชีปี 2553 เมื่อตีราคาเป็นเงินตราไทย ตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่โจทก์นำไปกรอกในแบบ

ภ.ง.ด.50 ข้อ 13 ว่าเป็นรายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง เมื่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นรายได้ และไม่มีกฎหมายยกเว้นให้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี โจทก์ย่อมต้องนำรายได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษี ซึ่งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าวเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 แล้วตามกฎหมาย ทั้งเป็นจำนวนเงินที่คำนวณได้แน่นอนและเกิดขึ้นจริง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เป็นรายได้ฝ่ายทุนให้นำไปลดต้นทุนค่าก่อสร้างโรงงานไฟฟ้านั้น ไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติเช่นนั้น ทั้งกรณีไม่อาจนำไปเทียบเคียงกับกรณีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราซึ่งมีบทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (2)

แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 กำหนดให้นำไปรวมเป็นมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินเพื่อคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ ทั้งหากนำไปลดต้นทุนของทรัพย์สินย่อมมีผลให้ทั้งกรณีกำไรและขาดทุนจะถือเป็นฝั่งรายจ่ายทั้งหมด และไม่สะท้อนต้นทุนทรัพย์สินที่แท้จริง อีกทั้งทำให้เสียภาษีช้าลง ดังนั้น โจทก์จะต้องนำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรามารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ด้วย หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรและหนังสือตอบอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว นั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 บัญญัติในเรื่องการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลว่า "เงินได้ที่ต้อง เสียภาษีตามความในส่วนนี้ คือ กำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี..." ซึ่งมาตรา 65 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสิทธิในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขต่อไปดังนี้ ... (5) เงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ดังนี้ (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก (ข) ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทย ตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้"

ดังนี้ เมื่อพิจารณาประกอบกับกรณีที่โจทก์อ้างว่า โจทก์นำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเกิดขึ้นจากการที่โจทก์ปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) ดังกล่าวไปใช้หักต้นทุนโรงงานไฟฟ้าของโจทก์ ทำนองเดียวกับที่นำผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการปฏิบัติตามบทกฎหมายเดียวกันนี้ไปใช้คำนวณต้นทุนโรงงานไฟฟ้าของโจทก์เช่นเดียวกัน อันเป็นการยอมรับว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนนี้เป็นผลประโยชน์หรือรายได้ของโจทก์ และเมื่อจำนวนหนี้เงินกู้ที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เป็นเงินกู้ที่โจทก์กู้มาใช้ประโยชน์ในการสร้างโรงงานไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ ผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินในจำนวนหนี้เงินกู้ดังกล่าวก็ย่อมเป็นรายได้เนื่องจากกิจการที่โจทก์กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 และโดยผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่มิใช่นิติกรรม

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการที่มาตรา 65 ทวิ (5) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ใช้ในการคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิเพื่อนำไปสู่การเสียภาษีหรือไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 65 โดยให้คำนวณจำนวนหนี้ที่เหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีเป็นเงินไทยโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ซึ่งย่อมแสดงให้เห็นจำนวนหนี้ที่คิดเป็นเงินไทยในวันดังกล่าว เปรียบเทียบกับจำนวนหนี้เงินตราต่างประเทศนั้นที่คิดคำนวณเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ได้รับเงินกู้มาตามมาตรา 65 ทวิ (5) วรรคสอง ว่าแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งหากอัตราแลกเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งเงินไทยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่คำนวณเป็นเงินไทยน้อยลง

กรณีถือว่ามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นผลกำไรหรือรายได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้นเท่านั้น ไม่มีเหตุผลใดที่จะให้ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องนำไปคำนวณในรอบระยะเวลาบัญชีปีอื่นแต่อย่างใด และแม้การมีผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามมาตรา 65 ทวิ (5) นี้ เกิดจากการคิดคำนวณจำนวนหนี้เป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งมิใช่วันที่โจทก์ต้องชำระหนี้นั้นจริง แต่เป็นผลกำไรหรือขาดทุนตามที่ลงบัญชีไว้เท่านั้น ก็ถือได้ว่ามาตรา 65 ทวิ (5) นี้ เป็นบทบัญญัติตามนโยบายภาษีของรัฐบาลซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล และต้องถือปฏิบัติและบังคับไปตามนั้น ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

โจทก์ได้กู้เงินสกุลเงินตราดอลลาร์สหรัฐ มีหนี้สินที่คงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 (วันที่ 31 ธันวาคม 2553) เป็นเงิน 453,600,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ได้คำนวณไว้ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร (อัตรา 30.2963 บาท ) จำนวน 13,742,401,680 บาท จึงถือได้ว่าโจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา 1,195,938,480 บาท ซึ่งโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) โดยได้นำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1,195,938,480 บาท ที่พิพาทนี้ ไปบันทึกในงบกำไรขาดทุนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 โดยบันทึกเป็นรายได้อื่น บัญชีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และรับรู้เป็นรายได้ประจำปี ตามงบการเงินสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2553 อันเป็นการรับรู้รายได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 และโจทก์ยื่นแบบ

ภ.ง.ด.50 รายการที่ 6 รายได้อื่น กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 1,195,239,567.55 บาท ซึ่งประกอบไปด้วยกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้ยืมเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า 1,195,938,480 บาท ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนบัญชีเงินฝาก 809,860.25 บาท ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนบัญชีเจ้าหนี้อื่น 154,340.98 บาท และผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนบัญชีเจ้าหนี้อื่น 265,234.78 บาท อันเป็นข้อแสดงให้เห็นว่า โจทก์เองได้ถือปฏิบัติว่ากำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า 1,195,938,480 บาท ที่พิพาทนี้ เป็นรายได้ของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท จึงบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในงบที่แสดงผลการดำเนินการว่ามีกำไรและยื่นแบบ

ภ.ง.ด. 50 รับว่าเป็นรายได้อื่น ที่โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า หากเป็นกรณีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีที่ทรัพย์สินยังไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ผลขาดทุนดังกล่าวจะต้องนำไปรวมเป็นต้นทุนของสินทรัพย์เพื่อนำไปหักเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาภายหลังจากที่โรงงานไฟฟ้าของโจทก์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานแล้ว ดังนั้น กรณีที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราเกิดขึ้นก่อนวันที่สินทรัพย์จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมใช้งานดังเช่นคดีนี้ ก็จะต้องนำผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราดังกล่าวไปลดยอดต้นทุนของมูลค่าโรงไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับกรณีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ตามหลักเกณฑ์สิทธิและหลักการจับคู่รายจ่ายกับรายได้ (Matching

concept) ที่ให้นำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักเป็นรายจ่ายได้ต่อเมื่อได้มีการรับรู้รายได้ที่เกี่ยวข้องแล้ว นั้น ในข้อนี้เห็นว่า ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสำหรับหนี้เงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ตามมาตรา 65 ทวิ (5) นี้เป็นเพียงผลกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากการคำนวณจำนวนหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ได้รับเงินกู้เปรียบเทียบกับการคำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งไม่ใช่วันที่โจทก์ต้องชำระหนี้จริง ผลกำไรหรือขาดทุนที่คิดคำนวณได้จากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) จึงเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น จึงอาจแตกต่างจากผลกำไรหรือขาดทุนในวันที่โจทก์ต้องชำระหนี้ ที่เป็นผลกำไรหรือขาดทุนที่แท้จริง

ดังนั้นจึงถือไม่ได้ว่าเฉพาะในส่วนผลกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) มีผลต่อจำนวนหนี้เงินกู้ที่โจทก์กู้มาสร้างโรงไฟฟ้าและผลขาดทุนนี้ก็ย่อมไม่เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนที่เป็นรายจ่ายต้องห้าม ซึ่งต้องห้ามนำมาคำนวณกำไรหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการคำนวณ แต่นำไปคิดเป็นมูลค่าทรัพย์สินเพื่อหักค่าสึกหรอหรือค่าเสื่อมราคาได้ตามมาตรา 65 ตรี (5) และ 65 ทวิ (2) ดังนั้น ทั้งผลกำไรและผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามมาตรา 65 ทวิ (5) โดยหนี้สินนั้นยังไม่ถึงกำหนดชำระเงินย่อมนำมาคำนวณได้ทั้งกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

ด้วยเหตุดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น กำไรจากการตีค่าหนี้สินกู้ยืมเงินเพื่อสร้างโรงงานไฟฟ้าของโจทก์ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฎากร ทำให้โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1,195,938,480 บาท โจทก์ต้องนำมารวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 จำเลยจึงไม่ต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรและหนังสือตอบอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · สุนทร ทรงฤกษ์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายกมล สุปรียสุนทร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.18/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ154/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ152/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2540

ทั้งในคำอุทธรณ์การประเมินของโจทก์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และในคำฟ้องของโจทก์ได้อ้างว่าเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งบอกค่าเสื่อมราคาในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2523 เพียง 14,700,159.77 บาท แทนที่จะเป็น 18,700,…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3583/2534

ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินที่จะนำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามมาตรา 65 ทวิ(2) แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติให้หักได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาดังนั้น ค่าเสื่อมราคา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2531

ห้างโจทก์เดิมมี อ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ต่อมาห้างโจทก์เปลี่ยนหุ้นส่วนผู้จัดการเป็น น. แต่การดำเนินงานแทนห้างโจทก์อ. ยังเป็นผู้ดำเนินการแทนเมื่อห้างโจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2530

ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุคดีนี้ (พ.ศ.2518-2519) มิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่ารายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นจะจัด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้