Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4737/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 10 กระทำกิจการหลายอย่างรวมทั้งฟ้องคดีนี้ จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไป และโจทก์ดังกล่าวต่างอ้างว่ามีสิทธิใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิที่เป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์คนละแปลงต่างกัน แม้จะทำหนังสือมอบอำนาจเป็นตราสารฉบับเดียวกันก็ตาม ก็ต้องเสียอากรตามรายบุคคลคนละ30 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 108 และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ข้อ 21(ข) จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 270 บาท โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9ปิดอากรแสตมป์เพียง 30 บาท จึงไม่บริบูรณ์ ต้องห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามมาตรา 118 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ภารจำยอมอาจได้มาโดยอายุความซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิตามลักษณะ 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งได้แก่อายุความตามมาตรา 1382 ที่กำหนดว่าถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์มีอายุความ 10 ปี มาตราดังกล่าวมุ่งหมายถึงเฉพาะเจ้าของสามยทรัพย์ผู้ใช้สิทธิทางภารจำยอมในภารยทรัพย์เท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงเจ้าของภารยทรัพย์ แม้จำเลยจะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภารยทรัพย์มาจากนายจิตติโจทก์เจ้าของสามยทรัพย์ก็นับอายุความการใช้ทางพิพาทตั้งแต่นายจิตติเจ้าของเดิมรวมกับระยะเวลาที่จำเลยเป็นเจ้าของติดต่อกันได้เมื่อปรากฏว่าเกิน 10 ปี ย่อมได้ภารจำยอมโดยอายุความตามมาตรา 1401 โจทก์ทั้งสิบฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบ เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเฉพาะที่ดินของโจทก์ที่ 10 ศาลอุทธรณ์ก็ต้องพิพากษาให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเฉพาะแต่ที่ดินของโจทก์ที่ 10และระบุเลขที่ดินและเลขโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 10 ที่ได้ความจากทางพิจารณาลงไปให้ชัดเจน และที่ให้จำเลยทั้งสองรื้อกำแพงคอนกรีตและประตูเหล็กยืด ก็มีในคำขอท้ายฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงไม่ได้พิพากษาเกินหรือนอกไปจากคำขอท้ายฟ้อง.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 108 ป.รัษฎากร มาตรา 118 ป.พ.พ. มาตรา 1382 ป.พ.พ. มาตรา 1401 ป.วิ.พ. มาตรา 142

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 10ดำเนินคดีแทน เมื่อ 16 ปีมาแล้วนายจิตติ จงอัศญากุล เป็นเจ้าของที่ดินเลขที่ 750 ตำบลบุคคลโล อำเภอธนบุรี กรุงเทพมหานครได้จัดสร้างตลาดสดโกบ๊อโดยมีถนนกว้างประมาณ 4 เมตร ล้อมรอบให้รถยนต์เข้าออกได้ กับจัดสรรแบ่งที่ดินบริเวณรอบตลาดสดโกบ๊อออกเป็นแปลงย่อยแล้วสร้างตึกแถวบนที่ดินดังกล่าวขายให้โจทก์และชาวบ้านประมาณ 100 คน และยังมีศาลเจ้าโกบ๊ออยู่หลังตึกแถวของโจทก์ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ซึ่งอยู่ด้านทิศใต้ของตลาดโดยมีถนนตรงศาลเจ้ากว้างประมาณ 6 เมตร ยาว 16 เมตร ไปตัดกับถนนรอบตลาดสดโกบ๊อ ถนนทั้งหมดนายจิตติเจตนาให้ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา ทางดังกล่าวเป็นภารจำยอม ปัจจุบันตลาดสดดังกล่าวเลิกกิจการแล้วประมาณปี 2520 นายจิตติขายตลาดสดพร้อมที่ดินให้จำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองได้ก่อกำแพงคอนกรีตปิดกั้นหลังตึกแถวของโจทก์ที่ 8ที่ 9 และที่ 10 ยาว 12 เมตร และก่อกำแพงคอนกรีตทำประตูเหล็กปิดกั้นทางเข้าออกสู่ซอยโกบ๊อทางด้านทิศใต้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน

ขอให้พิพากษาว่าทางดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมทั้งหมดให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนทางดังกล่าวเป็นทางภารจำยอม ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนกำแพงคอนกรีตและประตูเหล็กที่ได้กั้นทางดังกล่าวตามฟ้อง หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์และชาวบ้านในบริเวณนั้นรื้อถอนโดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 10 ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์อื่น ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 มีสิทธิก่อกำแพงคอนกรีตปิดกั้นหลังตึกแถวของโจทก์ที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 กับมีสิทธิก่อกำแพงทำประตูเหล็กปิดกั้นทางออกซอยโกบ๊อ เพราะจำเลยที่ 1เป็นเจ้าของที่ดินดังกล่าว และที่ดินมิใช่ทางภารจำยอม

จำเลยที่ 1ซื้อที่ดินจากนายจิตติโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 10 ปี โจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ทางพิพาทอีก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนทางดังกล่าวเป็นทางภารจำยอมให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยทั้งสองรื้อกำแพงคอนกรีตและประตูเหล็กที่ปิดกั้นหลังตึกแถวของโจทก์ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 และทางเข้าออกสู่ซอยโกบ๊อ เว้นแต่ประตูเหล็กยึดด้านที่ติดกับซอยโกบ๊อให้คงไว้สภาพเดิมโดยห้ามมิให้ปิด เมื่อรื้อถอนแล้วให้จำเลยจัดทำให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาทแทนโจทก์โจทก์ทั้งสิบและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า

ทางพิพาทเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ที่ 10 ที่ดินเลขที่ 1855 โฉนดที่ดินเลขที่ 5735ตำบลบุคคโล อำเภอธนบุรี กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยทั้งสองรื้อกำแพงคอนกรีตที่ปิดกั้นหลังตึกแถวของโจทก์ในที่ดินดังกล่าวและรื้อประตูเหล็กยึดด้านที่ติดซอยโกบ๊อดวย ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับทั้งสองศาล ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 10 โดยกำหนดค่าทนายความรวมกันเป็นเงิน 800 บาทโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 และจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 10 กระทำกิจการหลายอย่างรวมทั้งฟ้องคดีนี้ จึงเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไปประกอบกับโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ต่างคนต่างอ้างว่ามีสิทธิที่จะใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิที่เป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์คนละแปลงต่างกัน ซึ่งตามสภาพควรจะทำหนังสือมอบอำนาจแยกกัน

เช่นนี้แม้จะทำหนังสือมอบอำนาจเป็นตราสารฉบับเดียวกันก็ตาม แต่ก็ต้องเสียอากรตามรายบุคคลหรือคนละ 30 บาท ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 108และบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ข้อ 21 (ข) ดังนี้เอกสารหมาย จ.1จึงต้องปิดอากรแสตมป์ 270 บาท โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ปิดอากรแสตมป์มาเพียง 30 บาท จึงไม่บริบูรณ์ ต้องห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งตามมาตรา 118 ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1ถึงที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9ฟังไม่ขึ้นสำหรับภารจำยอมนั้นอาจได้มาโดยอายุความซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 มาใช้บังคับโดยอนุโลมซึ่งได้แก่อายุความตามมาตรา 1382 โดยมาตรานี้กำหนดว่าถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์มีอายุความ 10 ปี และตามมาตราดังกล่าวมุ่งหมายถึงเฉพาะเจ้าของสามยทรัพย์ผู้ใช้สิทธิทางภารจำยอมในภารยทรัพย์เท่านั้นโดยไม่ได้คำนึงถึงเจ้าของภารยทรัพย์แต่อย่างใด

ดังนี้แม้จำเลยทั้งสองจะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินภารยทรัพย์มาจากนายจิตติก็ตาม โจทก์ที่ 10 เจ้าของสามยทรัพย์ก็นับอายุความการใช้ทางพิพาทตั้งแต่นายจิตติเจ้าของเดิมรวมกับระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของติดต่อกันได้ ฉะนั้น โจทก์ที่ 10 ย่อมได้ภารจำยอมทางพิพาทโดยอายุความตามมาตรา 1401ปัญหาข้อสุดท้ายที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องโจทก์ที่ 10 กล่าวเพียงว่า ให้ศาลพิพากษาให้ทางพิพาทตามฟ้องเป็นทางภารจำยอมทั้งหมดแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ให้ทางพิพาทเป็นภารจำยอมแต่ที่ดินของโจทก์ที่ 10 ที่ดินเลขที่ 1855 โฉนดที่ดินเลขที่ 5735 ตำบลลุคคโล อำเภอธนบุรี กรุงเทพมหานครให้จำเลยทั้งสองรื้อกำแพงคอนกรีตที่ปิดกั้นห้องตึกแถวของโจทก์ และรื้อประตูเหล็กยึดด้านที่ติดซอยโกบ๊อด้วย เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกไปจากคำขอท้ายฟ้องจึงไม่ชอบ

นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสิบฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสิบทั้งหมดทุกคน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเฉพาะแต่ที่ดินของโจทก์ที่ 10 เท่านั้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์กู้ต้องพิพากษาให้ทางพิพาทตกเป็นภารจำยอมเฉพาะแต่ที่ดินของโจทก์ที่ 10 และระบุเลขที่ดินและเลขโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 10 ที่ได้ความจากทางพิจารณาลงไปให้ชัดเจน ซึ่งก็เป็นที่ดินสามยทรัพย์แปลงเดียวกับที่โจทก์ที่ 10 ฟ้องและให้ศาลพิพากษาตามคำขอท้ายฟ้องนั่นเอง ส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองรื้อกำแพงคอนกรีตและประตูเหล็กยึดนั้นก็มีในคำขอท้ายฟ้องอยู่แล้ว ดังนั้น

ศาลอุทธรณ์จึงไม่ได้พิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องดังจำเลยทั้งสองฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกันพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 กับจำเลยทั้งสองในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 600 บาท แทนโจทก์ที่ 10.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา ธนานันท์ · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · วัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12102/2553

โจทก์ทั้งสามใช้ทางพิพาทโดยอาศัยสิทธิ ป.ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิใช่เป็นการใช้สิทธิในทางพิพาทอันเป็นปรปักษ์ต่อเจ้าของที่ดินจึงไม่ก่อให้เกิดภาระจำยอม หลังจากจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของทางพิพาท โจทก์ทั้งสามมิไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2543

จำเลยที่ 1 กับ ย. เข้าหุ้นกันซื้อที่ดินแล้วนำมาจัดสรรขาย ในการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวได้เว้นที่ดินพิพาทเป็นถนนซอยสำหรับให้ที่ดินที่อยู่ด้านหลังเป็นทางเข้าออก เพื่อให้เห็นว่าที่ดินที่อยู่ด้านหน้า 9 แปลง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 446/2541

เดิม ค.สามีโจทก์ที่ 1 และโจทก์ทั้งสองได้ใช้ทางเดินบนที่ดินของ พ.ทางด้านทิศตะวันออกออกสู่ทางสาธารณะโดยสงบและเปิดเผยติดต่อกันเกินกว่า10 ปี ที่ดินของ พ.ดังกล่าวจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของ ค.ตาม ป.พ.พ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 807/2540

การที่จะได้สิทธิในทางภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1401นั้นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์จะต้องใช้ทางผ่านที่ดินภารยทรัพย์โดยมิได้ขออนุญาตจากเจ้าของและมิใช่เป็นการใช้โดยถือวิสาสะติดต่อก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 292/2538

คดีเดิมที่จำเลยฟ้องโจทก์กับพวก อ้างว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยการครอบครอง จำเลยนำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดแนวเขต โจทก์คัดค้านว่าเป็นของโจทก์ ประเด็นมีว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทส่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้