Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาบอกเลิกจ้างโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้จ่ายเงินต่างๆตามสิทธิที่โจทก์จะได้รับ รวมทั้งค่าเสียหายที่จำเลย เลิกจ้างโดยผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ย่อมเป็น การเพียงพอที่จะถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ เป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ด้วยแล้ว โจทก์หาจำต้องกล่าวหรือบรรยายมาในฟ้อง โดยชัดแจ้งหรือต้องนำสืบถึงการกระทำอื่นใด ว่าไม่เป็นธรรมอย่างไรอีกไม่ ฉะนั้น ที่ศาลแรงงาน พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ยังไม่มีเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์การเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์จึงชอบแล้วมิได้ขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบด้วย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 142 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 35 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องใจความอย่างเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานมีกำหนดระยะเวลาการจ้างคนละ 4 ปี นับแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2540 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ตกลงจ่ายค่าจ้างให้โจทก์คนละ 5,470 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2540จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ทั้งสองทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ต้องสูญเสียรายได้ในกำหนดเวลาจ้างที่เหลืออยู่ 3 ปี 6 เดือนคิดเป็นเงินค่าจ้างคนละ271,788 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ ซึ่งโจทก์ทั้งสองขอคิดเพียงเท่ากับอัตราค่าจ้างระยะเวลา12 เดือน เป็นเงินคนละ 65,640 ดอลลาร์สหรัฐ

จำเลยมีหน้าที่จ่ายค่าเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกคนละ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้จำเลยเคยมีหนังสือแจ้งว่าจะจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงินคนละ 10,940 ดอลลาร์สหรัฐ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยคนละ 5,470 ดอลลาร์สหรัฐและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ 5,470 ดอลลาร์สหรัฐแก่โจทก์ทั้งสอง จ่ายค่าพาหนะเดินทางกลับภูมิลำเนาคนละ 1,000ดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายค่าเสียหายอันเกิดจากผิดสัญญาจ้างแรงงานคนละ 65,640 ดอลลาร์สหรัฐ โจทก์ทั้งสองขอคิดคำนวณเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 37 บาทซึ่งคิดเป็นเงินไทยทั้งสิ้นคนละ 2,870,460 บาทจำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า

โจทก์ทั้งสองมิใช่ลูกจ้างที่นายจ้างจ้างมาแต่ต่างถิ่น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 586 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางกลับภูมิลำเนาให้โจทก์ทั้งสองตามฟ้องแต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเพราะเหตุต้องการลดค่าใช้จ่ายทางด้านค่าจ้างแรงงาน มิใช่เป็นกรณีเนื่องมาจากขาดทุน ไม่มีเหตุอันควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองการเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ส่วนค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าคนละ404,780 บาท พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 404,780 บาทและค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมคนละ 720,000 บาท

คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานโดยมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองไม่เป็นธรรมอย่างไรการที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่เป็นธรรมเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ไม่เป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสอง ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 นั้น เห็นว่าที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาบอกเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ขอให้จ่ายเงินต่าง ๆตามสิทธิที่โจทก์ทั้งสองจะได้รับ

รวมทั้งค่าเสียหายที่จำเลยเลิกจ้างโดยผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วยย่อมเป็นการเพียงพอที่จะถือได้ว่าคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็นคำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมด้วยแล้วโจทก์ทั้งสองหาจำต้องกล่าวหรือบรรยายมาในฟ้องโดยชัดแจ้งหรือต้องนำสืบถึงการกระทำอื่นใดว่าไม่เป็นธรรมอย่างไรดังที่จำเลยอ้างอีกไม่ ฉะนั้นที่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ยังไม่มีเหตุที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว มิได้ขัดต่อบทกฎหมายดังที่จำเลยยกขึ้นอุทธรณ์แต่ประการใดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · พรชัย สมรรถเวช · กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3887/2528

คดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงาน ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมและจ่ายค่าจ้างในระหว่าง ถูกเลิกจ้าง เป็นการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1486/2549

แม้จำเลยจะมีระเบียบเกี่ยวกับบำเหน็จพนักงาน กำหนดให้พนักงานหญิงทั่วไปซึ่งมีตำแหน่งต่ำกว่าผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่สำหรับตำแหน่งของโจทก์คือตำแหน่งหัวหน้าส่วนที่เรียก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2545

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 ให้ศาลแรงงานมีอำนาจพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือชดใช้ค่าเสียหายตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น จะพิพากษาให้นายจ้าง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้