Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4782/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่โอบล้อมปิดหน้าที่ดินของโจทก์และมารดาจะพังลงแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้วก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ยังคงสงวนสิทธิและครอบครองที่ดินส่วนนี้อยู่โดยการนำหินไปทิ้งเพื่อกันตลิ่งพังไว้เพื่อประโยชน์ที่จะสร้างเขื่อนให้เรือเข้าเทียบท่าลำเลียงสินค้า ที่ดินของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่พังลงแม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์สร้างบันไดบ้านของโจทก์รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1 และการที่ผู้แทนของจำเลยที่ 2 ไปรับรองต่อนายช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดว่าเจ้าของไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์และที่ดินตกเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง และเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิอันชอบด้วยกฎหมายทักท้วงจำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และมารดาเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 1250ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมามารดาโจทก์มอบอำนาจให้โจทก์แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวในนามเดิม ที่ดินดังกล่าวติดแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันรังวัดจำเลยทั้งสองส่งตัวแทนมาระวังแนวเขตของตนแล้วตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ลงชื่อรับรองแนวเขตที่โจทก์ชี้ไว้ส่วนตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ลงชื่อรับรองแนวเขต แต่ต่อมาจำเลยที่ 2ได้ขอยับยั้งการรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าว อ้างว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ 1255 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกได้ทำหนังสือคัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ 2 ว่าไม่ถูกต้อง เพราะจำเลยที่ 1 ได้ขออนุญาตจำเลยที่ 2ทิ้งหินรักษาแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ไว้ แต่เมื่อจำเลยที่ 1ไม่เคยทิ้งหินรักษาแนวเขตไว้บริเวณหน้าที่ดินของโจทก์ซึ่งปลูกบ้านอยู่มีสภาพเป็นแม่น้ำมานานแล้ว

ทั้งได้สร้างสะพานลงในแม่น้ำเพื่อใช้เป็นทางสัญจรทางเรือ ไม่เคยมีที่ดินของผู้อื่นปิดบังหน้าที่ดินและบ้านของโจทก์ ทั้งที่ดินของโจทก์ถูกน้ำเซาะพังไป 93 ตารางวานอกจากนั้นจำเลยที่ 1 คัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ได้นำเสาไม้ค้อปักตีด้วยเรือปั้นจั่นในแม่น้ำเจ้าพระยาในแนวที่ตรงกับเสาหลักเขตที่โจทก์ปักไว้แล้วนำเรือไปผูกปิดขวางทางเข้าออกบริเวณหน้าบ้านโจทก์ ทำให้กระแสน้ำบริเวณหน้าบ้านโจทก์ไหลวนจนอาจเป็นอันตรายแก่โจทก์ได้ โจทก์ร้องเรียนต่อจำเลยที่ 2แล้ว แต่จำเลยที่ 2 กลับอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทิ้งหินเป็นแนวมาจดกับหลักเขตที่กรมที่ดินปักไว้ให้โจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่1 ทำการคัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองถอนเสาไม้ค้อที่ปักไว้ดังกล่าว และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าใช้จ่ายในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทำการรังวัดจนสิ้นสุดการฟ้องตามที่ศาลจะเห็นสมควรจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินของโจทก์มิได้ติดแม่น้ำเจ้าพระยา

โจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินโฉนดที่ 1255 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งคั่นระหว่างที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือกับแม่น้ำเจ้าพระยา จำเลยที่ 1 ได้ขออนุญาตจำเลยที่ 2 ทิ้งหินและอิฐเพื่อรักษาแนวเขตที่ดินโฉนดที่ 1255 ส่วนที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาตลอดแนวเมื่อ 5 ปีมาแล้ว โจทก์ได้ปลูกสร้างบ้านอีก 1 หลัง รุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ประมาณ 3 เมตร ตลอดแนว กับสร้างสะพานจากบ้านผ่านที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ปักเสาไม้ค้อในแนวเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 มิได้ปิดบังหน้าบ้านหรือที่ดินโจทก์แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์รื้อถอนบ้านส่วนที่ปลูกรุกเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องกับที่ดินของจำเลยที่ 1อีก และห้ามโจทก์ขัดขวางหรือรบกวนการรังวัดการสอบเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 อีกต่อไปจำเลยที่ 2 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือคัดค้านต่อจำเลยที่ 2 ว่าที่ดินที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นที่ดินโฉนดที่ 1255 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งได้ขออนุญาตจำเลยที่ 2 ทิ้งหินสงวนสิทธิไว้ จำเลยที่ 2 ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความจริงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือยับยั้งการรับรองแนวเขตที่ดินที่โจทก์ขอรังวัดไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนจำเลยที่ 1 นำเสาไม้ค้อไปปักและนำหินไปทิ้งในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 ตรวจพบก็ได้ให้ผู้รับจ้างจากจำเลยที่ 1 หยุดการกระทำนั้นเสีย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินโฉนดที่ 1255ของจำเลยที่ 1 มิได้ปิดบังหน้าดินของโจทก์ด้านลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพราะได้พังลงกลายสภาพเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาไปหมดแล้ว และเจ้าของเดิมได้ละทิ้ง

มิได้ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวทั้งแปลงมาเป็นเวลานานแล้วจึงตกเป็นของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน เจ้าของเดิมไม่มีสิทธิขายต่อให้บุคคลอื่น สัญญาซื้อขายของจำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินแปลงนี้โดยไม่สุจริตและจดทะเบียนโดยไม่สุจริตเพราะซื้อที่ดินที่มีสภาพเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการคัดค้านการที่จำเลยที่ 2 รับรองแนวเขตที่ดินโฉนดที่ 1250 ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1ใช้ค่าเสียหาย 2,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่น ๆ นอกจากนี้ให้ยกเสียให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 กับพิพากษาให้โจทก์รื้อถอนสะพานไม้ของโจทก์ส่วนที่สร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดที่ 1255 ของจำเลยที่ 1 ห้ามโจทก์ยุ่งเกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ 1255 ของจำเลยที่ 1ห้ามโจทก์ขัดขวางการรังวัดที่ดินโฉนดที่ 1255 ของจำเลยที่ 1โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 สมเหตุสมผลมีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายโจทก์ น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังคงสงวนสิทธิโดยนำหินไปทิ้งกันตลิ่งพังไว้ และครอบครองที่ดินของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่พังลงแม่น้ำเจ้าพระยา จึงไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและเชื่อว่าบันไดบ้านของโจทก์ส่วนที่เลยล้ำออกไปทางด้านแม่น้ำเจ้าพระยาตามแผนที่วิวาท รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยกับศาลล่างทั้งสองว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 1สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่าการที่จำเลยที่ 1 คัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ 2 ในการรังวัดแบ่งแยกโฉนดของโจทก์ ทำให้ทางราชการไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้กับโจทก์ไม่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์นั้น

ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่าที่ดินโฉนดที่ 1255 จำเลยที่ 1ยังคงถือครองสงวนสิทธิโดยนำหินไปทิ้งกันตลิ่งพังไว้ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกโฉนดในนามเดิมอ้างสิทธิว่าที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาโดยผู้แทนของจำเลยที่ 2 รับรองไปนั้นไม่เป็นความจริงและไม่เป็นการถูกต้อง และการที่ผู้แทนของจำเลยที่ 2 ไปรับรองต่อนายช่างรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการว่าเจ้าของไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ และที่ดินตกเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินแล้ว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงและเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องจำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิอันชอบด้วยกฎหมายทักท้วงจำเลยที่ 2ส่วนที่จำเลยที่ 2 เมื่อได้รับการทักท้วงจากจำเลยที่ 1 แล้ว ก็มีสิทธิที่ใช้ดุลพินิจว่าสมควรที่จะยกเลิกหรือระงับยับยั้งที่ผู้แทนของจำเลยที่ 2 ได้รับรองแนวเขตไว้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านการรับรองแนวเขตของจำเลยที่ 2 และคำขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · มีพาศน์ โปตระนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4840/2552

ที่พิพาทเป็นพื้นที่ไหล่ทางของทางหลวง จึงเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตทางหลวงซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กรมธนารักษ์ซึ่งได้รับมอบที่ดินคืนจากกรมทางหลวงเพื่อดูแลร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1117/2544

กรุงเทพมหานครจำเลยได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินพิพาทของโจทก์ เพื่อประโยชน์สาธารณะในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่บริเวณด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3630/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาให้รับผิดต่อโจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกอันเกิดจากการ นำยึด และขายทรัพย์สินโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 284 วรรคสอง ซึ่งมิได้มีกฎหมายบัญญัติในเร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5106/2541

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายไว้แล้วว่าโจทก์ได้ทำรั้วลวดหนามล้อมรอบที่พิพาทและปลูกไม้ยืนต้นตามที่ระบุชื่อไว้ในที่พิพาท โดยระบุจำนวนเนื้อที่ และแสดงแผนที่พิพาทไว้ตามเอกสารท้ายฟ้อง แล้วถูกจำเลยบุกรุกทำลายต้นไม้ย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2744/2541

จำเลยได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทที่เช่ามาจากโจทก์ด้านติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางสีทองในเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ซึ่งเดิมมีหลักเขตที่ดินแน่นอน แต่ต่อมาแนวเขตที่ดินด้าน ติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองบางสีทองถูกน้ำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้