คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใส่ความนายวิชัย ปลูกพืช ผู้เสียหาย โดย กล่าวต่อนายปราโมทย์ ปลูกพืช ว่าผู้เสียหายลักปืนของนายหาหมีด หรือหมีดโชคเกื้อ ไป และจำเลยได้ใส่ความนายวิชัย ปลูกพืช ผู้เสียหายโดยกล่าวต่อนางไหม มาด ชาย ว่าผู้เสียหายเอาปืนของ นายหาหมีด หรือหมีด โชคเกื้อ ไปทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทำให้ ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 เรียงกระทงลงโทษตามาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือน ปรับกระทงละ 800 บาท รวม 2 กระทง จำคุก 8 เดือน ปรับ1,600 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน
โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์มิได้กล่าวว่าถ้อยคำที่จำเลย พูดกับนายปราโมทย์และนางไหมนั้นมีข้อความอย่างไร เป็นฟ้องที่ ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษากลับ ให้ ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158บัญญัติว่า ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี ฯลฯ (5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดข้อเท็จจริงและ รายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้
จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีในคดีหมิ่นประมาท ถ้อยคำพูด หนังสือ ภาพขีดเขียนหรือสิ่งอื่นอันเกี่ยวกับข้อหมิ่นประมาท ให้กล่าวไว้โดยบริบูรณ์หรือติดมาท้ายฟ้อง ฯลฯเมื่อพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์ ปรากฏในคำบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจใส่ความนายวิชัย ปลูกพืช ผู้เสียหาย โดยกล่าวต่อ นายปราโมทย์ โดยกล่าวต่อนายปราโมทย์ ปลูกพืช และนางไหม มาดชาย ว่าผู้เสียหายลักปืนหรือเอาปืนของนายหาหมีด หรือหมีด โชคเกื้อ ไปย่อมเห็นได้ว่าตามคำฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำของจำเลย โดยจำเลยกล่าว ต่อ นายปราโมทย์และนางไหมว่า ผู้เสียหายลักปืนหรือเอาปืนของ นายหาหมีด หรือ หมีด ไปเป็นการกล่าวถ้อยคำพูดของจำเลยไว้บริบูรณ์ แล้ว มิใช่ โจทก์ กล่าว สรุปคำพูดของจำเลยเอาเองให้มีความหมายว่า
ผู้เสียหายลักหรือเอาปืนนายหาหมีด หรือหมีด ไป ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ อันเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่จำเลยว่าเป็นฟ้องไม่สมบูรณ์ โดยอ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 0208/2506 ระหว่างนายบุญกองทองเกรียว โจทก์ นายอุดร เสนาะ จำเลยนั้น คำบรรยายฟ้องไม่เหมือน คดี นี้เพราะคดีดังกล่าว
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใส่ความโจทก์กับพวกอีก 2 คน ต่อหน้า บุคคลที่สามว่า โจทก์กับพวกอีก 2 คน เป็นคนร้ายลักปลาในบ่อของ จำเลยไปโดยมิได้บรรยายว่าจำเลยพูดต่อบุคคลอื่นว่าอย่างไรจึงเป็น การกล่าวสรุปความเอาเองของโจทก์ เมื่อฟ้องโจทก์คดีนี้สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ศาลอุทธรณ์ยัง ไม่ได้ วินิจฉัยและควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลอุทธรณ์ ฎีกาของ โจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา พิพากษาใหม่ตามรูปคดี.