Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4887/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่1ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ขายลดตั๋วเงินจำนวน89,051.47บาทนับแต่วันที่7มิถุนายน2529จนกว่าจะชำระเสร็จโดยไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยว่าจะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในเงินต้นดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยร้อยละเท่าใดในเมื่อจำเลยที่1ต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ17.5ต่อปีตามสัญญาค้ำประกันแล้วแต่ไม่ได้กำหนดให้ว่าต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดจึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาจึงแก้ไขให้ถูกต้อง โจทก์ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่2ตามภูมิลำเนาที่อยู่ของจำเลยที่2สองครั้งแต่ไม่สามารถส่งได้โจทก์จึงบอกกล่าวการบังคับจำนองโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์เพื่อให้มีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา728ฉะนั้นค่าประกาศหนังสือพิมพ์จึงถือได้ว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองตามมาตรา715(3)โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าประกาศหนังสือพิมพ์400บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5ต่อปีจากจำเลยที่2

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์เป็นเงิน 5,002,227.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,666,990.38 บาทตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 357,805.13 บาท ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินกับสัญญาสินเชื่อเพื่อส่งออก และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 14,122 บาท ในหนี้ค่าประกาศหนังสือพิมพ์และค่าเบี้ยประกันภัยนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วนจำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประกันหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้นหากจะต้องรับผิดก็รับผิดไม่เกินวงเงินจำนวนดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,542,179.83 บาท นับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2530 ซึ่งเป็นวันที่ลูกหนี้คือบริษัทเอมที ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หนี้ที่จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดต้องนับตั้งแต่วันที่12 มิถุนายน 2527 จากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันบริษัทเอมที ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ตามสัญญากู้เงินเกินบัญชีเท่านั้นศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกับบริษัทเอมที

ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 1,770,302.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 1 ให้คิดตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2529 จำเลยที่ 2 นับแต่วันที่31 พฤษภาคม 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับบริษัทเอมที ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สัญญาขายลดตั๋วเงินจำนวน 89,051.47 บาท นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยก่อนฟ้องไม่เกิน 102,170 บาท) หากไม่ชำระหนี้และหรือบริษัทเอมที ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ไม่ชำระหนี้ทั้งสามประเภทดังกล่าวแล้ว ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหลักประกันหนี้ทั้งสามประเภทออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้เพื่อต้นเงินจำนวน 900,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2527 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2528 หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยแบบธรรมดาอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

นับแต่วันที่7 มิถุนายน 2529 จนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน15,717.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 13,722 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชี โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้บังคับจำนองโดยนำทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระเฉพาะในส่วนของตนที่จะต้องรับผิด หากยังชำระหนี้เฉพาะในส่วนของตนไม่ครบก็ให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของจำเลยแต่ละคนตามส่วนที่ตนจะต้องรับผิดได้นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า หนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามสัญญาค้ำประกันการขายลดตั๋วเงินที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.40 ข้อ 1. วรรคสองระบุว่า "ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันการชำระหนี้อันเกิดจากการขายลดตั๋วเงินดังกล่าวข้างต้นทุกฉบับต่อธนาคารรวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 200,000 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีของจำนวนเงินที่ค้างชำระทั้งหมดนับแต่วันผิดนัดจนกว่าธนาคารจะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง" เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาระบุความรับผิดของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจำเลยที่ 1 จำต้องรับผิดต่อโจทก์ในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีตามเนื้อความในสัญญาเอกสารหมาย

จ.40 แต่ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับบริษัทเอมที ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ขายลดตั๋วเงินจำนวน 89,051.47 บาท นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน2529 จนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องไม่เกินจำนวน102,170 บาท) โดยไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยว่า จำเลยที่ 1จะต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในเงินต้นดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยร้อยละเท่าใด เป็นการชอบหรือไม่ ในข้อนี้เห็นว่า ในเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยแล้วแต่ไม่ได้กำหนดให้จำเลยที่ 1ต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราตามที่วินิจฉัยได้นั้นเป็นการไม่ชอบ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ฎีกาโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการต่อไปว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าประกาศหนังสือพิมพ์แจ้งการบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 400 บาท

พร้อมดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2หรือไม่ ในข้อนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บัญญัติไว้ว่า การบังคับจำนองผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองให้ขายทอดตลาดก็ได้และมาตรา 715(3) บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วยคือ ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนองในข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 ตามภูมิลำเนาที่อยู่ของจำเลยที่ 2 สองครั้ง แต่ไม่สามารถส่งได้โดยได้รับแจ้งว่าจำเลยที่ 2 ไปทำงานต่างจังหวัด และย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่โจทก์จึงบอกกล่าวการบังคับจำนองโดยประกาศทางหนังสือพิมพ์เพื่อให้มีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 ดังกล่าวฉะนั้น

ค่าประกาศหนังสือพิมพ์จึงถือได้ว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับจำนอง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าประกาศหนังสือพิมพ์400 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำเลยที่ 2พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับบริษัทเอมที ไบโอ เคมิคัล โปรดักส์ จำกัด ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันหนี้สัญญาขายลดตั๋วเงินจำนวน 89,051.47 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2529จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าประกาศหนังสือพิมพ์จำนวน 507.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของจำนวนเงิน 400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สันติ ทักราล · อุดม มั่งมีดี · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4204/2541

แม้ตามสัญญาจำนองที่ดินจะระบุว่า สัญญาจำนองมีกำหนดเวลา5 ปี แต่ก็มีข้อตกลงในสัญญาจำนองเกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยไว้ว่า ผู้จำนองตกลงนำส่งดอกเบี้ยเดือนละครั้งเสมอไป ดังนั้น การที่จำเลยผู้จำนองจะไม่ต้องถูกบั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568

หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2568

แม้สัญญาจำนองจะทำขึ้นก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ แต่การที่โจทก์ผู้รับจำนองประสงค์จะบังคับจำนองก็ต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2568

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 4 และผู้คัดค้านตามหมายบังคับคดี ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินและเป็นกรณีทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้อื่นบังคับยึดไว้ ผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2568

ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ มิใช่เป็นกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 แต่เป็นความผิดพลาดของโจทก์ทั้งสี่เอง ที่พิมพ์เลขโฉนดที่ดินในคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้