คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์จากบริษัท พ. และได้ทำสัญญาเอาประกันภัยไว้กับจำเลย ต่อมามีคนร้ายลักรถโจทก์ไป โจทก์ทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว จำเลยปฏิเสธจึงขอให้บังคับจำเลย
จำเลยให้การว่า ตามสัญญาประกันภัยมีข้อตกลงว่า เมื่อรถที่เอาประกันภัยไว้เสียหายหรือสูญหาย จะใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของที่ระบุชื่อไว้ คือบริษัท พ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลย แม้จะชำระค่าเช่าซื้อยังไม่หมด มิใช่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อ โจทก์มีสิทธิยึดถือ ใช้ประโยชน์ ตลอดจนต้องรับผิดในความเสียหายหรือสูญหายอันเกิดแก่รถยนต์ที่เช่าซื้อ เมื่อชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้นย่อมได้กรรมสิทธิ์ และในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อโจทก์ก็มีหน้าที่ต้องส่งมอบรถยนต์คืนในสภาพเดิม โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์ที่เช่าซื้อมา มีสิทธิทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยได้ และหากโจทก์จำเลยได้ตกลงระบุให้บริษัท พ. เป็นผู้รับประโยชน์จากสัญญาประกันภัยซึ่งเป็นสัญญาตกลงว่าจะชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก แต่บริษัท
พ. ยังมิได้แสดงเจตนาที่จะถือเอาประโยชน์จากสัญญาประกันภัยสิทธิจึงยังไม่เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔โจทก์ย่อมเปลี่ยนแปลงข้อตกลงโดยเข้าเป็นผู้รับประโยชน์เสียเองได้ และเมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนนั้นแล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง แต่ประเด็นในคดีนี้จะวินิจฉัยได้ก็โดยอาศัยพยานหลักฐานของโจทก์จำเลย ที่ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน และศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ยืนตามกันมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี