Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4890/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 35) พ.ศ. 2521 ซึ่งใช้บังคับขณะมีข้อพิพาท ไม่ได้ให้ความหมายของคำว่า เครื่องจักรไว้เป็นพิเศษ จึงต้องถือตามความหมายธรรมดาซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ว่า เป็นกลอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเครื่องเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามคำเบิกความของพยานจำเลยไม่ปรากฏว่าคอนเดนเซอร์ประกอบขึ้นด้วยกลอุปกรณ์ใด และสามารถผลิตสิ่งใดได้บ้าง ไม่ปรากฏว่าเป็นเครื่องเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต คอนเดนเซอร์จึงมิใช่เครื่องจักรตามพิกัดประเภทที่ 84.17ก. แต่เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศตามพิกัดประเภทที่ 84.15ข. จำเลยยื่นคำขอและเสียภาษีภายในเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529มาตรา 30 แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ได้ระบุในใบเสร็จว่า ประเภทอื่น ๆโดยมิได้ระบุเฉพาะลงไปว่าเป็นภาษีประเภทใด เมื่อจำเลยระบุในคำขอว่า รายได้ส่วนใหญ่มาจากกิจการทำการค้า การที่จำเลยเสียภาษีอากรดังกล่าว ย่อมรวมถึงภาษีการค้าด้วย จำเลยย่อมได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 4 พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2529 มาตรา 30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้สั่งและนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าคอนเดนเซอร์ จากประเทศญี่ปุ่นจำนวน ๓ ครั้ง โดยยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า สำแดงชนิดของสินค้าว่า เป็นอุปกรณ์ของปรับอากาศ สำแดงพิกัดประเภทที่ ๘๔.๑๗ ก. อัตราอากรร้อยละ ๓๐เจ้าพนักงานศุลกากรเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ เข้าใจว่าพิกัดอัตราดังกล่าวถูกต้องจึงให้จำเลยที่ ๑ ชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาล แล้วปล่อยสินค้าดังกล่าวให้จำเลยที่ ๑ รับไปจากอารักขาของโจทก์ที่ ๑ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ พบว่าสินค้าดังกล่าวมิได้อยู่ในพิกัดประเภทที่ ๘๔.๑๗ ก. แต่อยู่ในประเภทที่ ๘๔.๑๕ ข.ต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๘๐ จำเลยที่ ๑ ต้องชำระภาษีเพิ่มเติมให้ครบถ้วน รวมทั้งเงินเพิ่มภาษีอีกเป็นเงินรวมทั้งสิ้น ๓๙๖,๗๕๕.๕๘บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวต่อโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า สินค้าคอนเดนเซอร์เป็นสินค้าประเภทเครื่องจักรการสำแดงพิกัดและการชำระภาษีศุลกากร ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลของจำเลยที่ ๑ ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยได้ยื่นคำขออภัยโทษภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลไว้ต่อกรมสรรพากร (จำเลยที่ ๒) ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีนี้ฟ้องโจทก์ขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๙๖,๗๕๕.๕๘ บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคอนเดนเซอร์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องปรับอากาศ ส่วนในใบขนสินค้าและแบบแสดงรายการการค้า จำเลยได้สำแดงว่าเป็นอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศรถยนต์ ก็มิใช่จะให้รับฟังว่าคอนเดนเซอร์เป็นอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศตามที่จำเลยสำแดง ต้องถือตามสภาพที่เป็นจริงและที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่าคอนเดนเซอร์เป็นเครื่องจักรนั้นตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ หาได้ให้ความหมายของคำว่าเครื่องจักรไว้เป็นพิเศษ จึงต้องถือตามความหมายธรรมดา ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ ความหมายไว้ว่ากลอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นเครื่องเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตามคำเบิกความของพยานจำเลยไม่ปรากฏว่าคอนเดนเซอร์ เป็นเครื่องที่ประกอบขึ้นโดยกลอุปกรณ์อะไร และสามารถผลิตสิ่งใดได้บ้าง

การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คอนเดนเซอร์เป็นตัวระบายความร้อน ก็ไม่ปรากฏว่าจะเป็นเครื่องเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตคอนเดนเซอร์จึงมิใช่เป็นเครื่องจักรที่จะนำไปผลิตอะไรขึ้นมาได้ตามลำพัง หากต้องนำไปประกอบกับส่วนประกอบอื่น ๆ อีก จึงจะสามารถทำงานเป็นเครื่องปรับอากาศได้ คอนเดนเซอร์จึงมีลักษณะเป็นส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศยิ่งกว่าเป็นเครื่องจักรในตัวมันเองตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๓๕) พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้กำหนดพิกัดประเภทที่ ๘๔.๑๕ ข. ว่าเป็นเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ ส่วนพิกัดประเภทที่ ๘๔.๑๗ ก. หาได้กล่าวถึงส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศไว้แต่อย่างใดไม่ เมื่อจำเลยนำคอนเดนเซอร์เข้าประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรับอากาศที่ติดรถยนต์ จึงเป็นการใช้ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศตามพิกัดประเภทที่ ๘๔.๑๕ ข.

ไม่ใช่พิกัดประเภทที่ ๘๔.๑๗ ก. ดังที่จำเลยอุทธรณ์จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระภาษีอากรขาเข้า ๓ บาท แก่โจทก์ อุทธรณ์ประการสุดท้ายที่ว่า จำเลยได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต้องถูกประเมินให้เสียภาษีการค้า และภาษีเทศบาลหรือไม่ จำเลยอ้างว่าได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ เห็นว่าจำเลยมีหลักฐานการยื่นคำขอ แบะใบเสร็จรับเงินภาษีจากสรรพากร เอกสารหมาย ล.๑ มาแสดงว่าได้ยื่นคำขอและเสียภาษีอากรในวันที่ ๓๐ ก รกฏาคม ๒๕๒๙ โจทก์มิได้นำสืบเกี่ยวกับการยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามมาตรา ๓๐ ของจำเลยแต่อย่างใด จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ยื่นคำขอและเสียภาษีไว้ตามเอกสารหมาย

ล.๑ จริง ตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว กำหนดว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังมิได้เสียภาษีอากร หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเดือนก รกฏาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ และได้ชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ต้องเสียตามมาตรานี้ ให้ได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากร เมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวโดยยื่นคำขอเสียภาษีอากรภายในกำหนดตามแบบของกรมสรรพากร โดยระบุรายได้ส่วนใหญ่มาจากกิจการทำการค้าสินค้าเครื่องปรับอากาศทุกชนิด ทำการค้าวัสดุและอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ฯลฯ และได้เสียภาษีอากรตามอัตราที่มาตรา ๓๐ กำหนดไว้แม้ในใบเสร็จจะมิได้ระบุว่า

ประเภทภาษีอากรเป็นภาษีการค้า แต่ได้ระบุประเภทอื่น ๆ โดยมิได้ระบุเฉพาะลงไปว่าอื่น ๆ เป็นภาษีประเภทใด ก็เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ระบุเองในใบเสร็จเมื่อจำเลยระบุรายได้ในคำขอว่าส่วนใหญ่มาจากกิจการทำการค้า ทั้งมาตรา ๓๐ กล่าวถึงภาษีอากรในประมวลรัษฏากร การที่จำเลยเสียภาษีอากรดังกล่าวย่อมรวมถึงภาษีการค้าด้วย จำเลยย่อมได้รับสิทธิยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากร ตามประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้หรือรายรับของจำเลย และปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ ๑ได้สั่งให้จำเลยเสียภาษีอากรเพิ่มในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ขณะ นั้นจำเลยได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฏากร(ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๒๙ ไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยย่อมได้รับประโยชน์โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการค้า และรวมถึงภาษีบำรุงเทศบาลด้วย จำเลยทั้งสองจึงคงรับผิดเฉพาะอากรขาเข้าแก่โจทก์เป็นเงิน๓๖๖,๔๐๖.๒๒ บาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่ขอให้จำเลยทั้งสองชำระภาษีการค้าและภาษีบำรุงเทศบาลพร้อมทั้งเงินเพิ่มจำนวน ๓๐,๓๔๙.๓๖ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ก้าน อันนานนท์ · เดชา สุวรรณโณ · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1385/2568

การส่งหนังสือนัดประชุมใหญ่ที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 42/3 และข้อบังคับของผู้คัดค้านที่ 1 ระบุไว้ทำนองเดียวกันว่า ให้ส่งให้เจ้าของร่วมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันก่อนการประชุมเพื่อให้มีการแจ้งให้เจ้าของร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 620/2568

เมื่อผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวของบริษัทผู้คัดค้านที่ 1 ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว แม้มิใช่กรณีตำแหน่งผู้แทนนิติบุคคลว่างลงที่ผู้ร้องอาจร้องขอให้แต่งตั้งผู้แทน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2567

คำร้องของโจทก์ที่ 1 มีคำขอให้ประธานศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคําพิพากษาศาลฎีกาที่ขัดกันคดีใด เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดกำหนดให้ประธานศาลฎีกาหรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567

ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้