Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จำเลยฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาในข้อกฎหมายที่ว่า หนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่ครบตามประมวลรัษฎากรฯ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง แม้จะมีข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าเมื่อสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งสิ้นสุดลงแล้ว ก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่า ถ้าผู้เช่าไม่ใช้สิทธิก็ต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ให้เช่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่ได้ตกเป็นของผู้เช่าทันทีจึงแตกต่างจากสัญญาเช่าซื้อในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ซึ่งหากผู้เช่าชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งจึงเป็นสัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลรัษฎากรฯ มิได้กำหนดไว้ว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่ารถยนต์แบบลิสซิ่งจากโจทก์ในราคา 801,600 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยทั้งสามไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์จึงติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพที่ชำรุด นำออกประมูลขายได้เงินเพียง 272,800 บาททำให้ขาดราคา 291,200 บาท และขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สินเป็นเวลา 7 เดือนเศษ คิดเป็นเงิน 116,900 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน408,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่คู่สัญญา และหนังสือมอบอำนาจปลอม ทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 1 มุ่งหมายผูกพันในลักษณะเช่าซื้อ แต่สัญญาพิพาทไม่ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากได้รับชำระหนี้คุ้มทุนแล้วประกอบกับคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญาที่โจทก์ทำไว้กับจำเลยที่ 1 นี้มีลักษณะใกล้เคียงกับบทกฎหมายเรื่องเช่าซื้อ และเมื่อปรากฏว่าสัญญาพิพาทดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์ จึงไม่อาจนำมาใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดี พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 179,900 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 3 เกี่ยวกับค่าเสียหายเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อกฎหมายซึ่งข้อกฎหมายที่ว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบตามประมวลรัษฎากรจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ดังที่จำเลยที่ 3 แถลงปิดคดีนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์จึงต้องห้ามฎีกา

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาเช่าทรัพย์หรือเป็นสัญญาเช่าซื้อ อันเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เห็นว่า สัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาที่ผู้ให้เช่าให้ผู้เช่าทรัพย์สินในราคาที่คู่สัญญาตกลงกัน แต่ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่าและไม่ปรากฏว่าค่าเช่าที่ชำระให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า แม้จะมีข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าเมื่อสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งสิ้นสุดลงแล้ว

ก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่า หากผู้เช่าประสงค์จะซื้อในอนาคตโดยเสนอราคาจะขายไว้ล่วงหน้าในราคา 63,000 บาท ซึ่งถ้าผู้เช่าไม่ใช้สิทธิก็ต้องคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ให้เช่า จึงเป็นการให้สิทธิผู้เช่าก่อนบุคคลอื่นในการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินไม่ได้ตกเป็นของผู้เช่าทันที จึงแตกต่างจากสัญญาเช่าซื้อในสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ที่ว่า "อันว่าเช่าซื้อนั้นคือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว"

จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่าหากผู้เช่าชำระค่าเช่าซื้อครบตามสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันที ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าสัญญาให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งตามเอกสารหมาย จ.5 เป็นสัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากรมิได้กำหนดไว้ว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยส่วนฎีกาอื่น ๆ ของจำเลยที่ 3 เช่น หากจำเลยที่ 1 ไม่ซื้อทรัพย์สินที่เช่าและโจทก์นำออกขายให้ผู้อื่นได้ราคาต่ำกว่า 63,000 บาท จำเลยที่ 1 ก็ต้องชดใช้ส่วนที่ขาดนั้นแก่โจทก์ก็เป็นเรื่องที่คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ ไม่มีผลให้สัญญาเช่าทรัพย์สินเอกสารหมาย จ.5 กลับเป็นสัญญาเช่าซื้อ ฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จิระวรรณ ศิริบุตร · ประพันธ์ ทรัพย์แสง · ดลจรัส รัตนโศภิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6967/2545

สัญญาเช่า (โดยมีสิทธิเลือกซื้อ) ระบุว่า ห้างฯ จำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์คันหนึ่งจากบริษัทโจทก์มีกำหนด 4 ปี ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดการเช่าแต่มีสิทธิจะซื้อรถย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2540

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 7804 และ 8282 ให้โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้ออ้างว่าโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว การฟ้องบังคับตามสัญญาเช่นนี้เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2723/2559

ตามหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการและสามารถกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องมีตราประทับสำคัญของโจทก์ที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5836/2558

ฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจ โจทก์มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นการไม่ชอบ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7307/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้