Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4922/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับจากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้องเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 ยังไม่เกิน 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมจึงต้องรับผิดซำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตซึ่งเป็นบัตรเสริมในการซื้อสินค้าและบริการพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 330,788.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 227,144.92 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 247,089.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 227,144.92 บาท นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะมีเพียงนายพิพัฒน์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงมาเบิกความเพียงปากเดียวว่า จำเลยยื่นคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตกับโจทก์ซึ่งเป็นบัตรเสริมโดยได้รับความยินยอมจากผู้ใช้บัตรหลัก คือ นางสุทธินี หลังจากทำสัญญาจำเลยนำบัตรเครดิต (บัตรเสริม) ใช้ซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ แทนเงินสด ตลอดจนเบิกเงินสดจากเครื่องเบิกถอนเงินสดอัตโนมัติหลายครั้ง โจทก์ชำระเงินตามรายการเรียกเก็บแทนจำเลยและส่งใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตให้จำเลยทราบทุกครั้ง จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 และจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 จำนวน 2,000 บาท

ส่วนจำเลยมีจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์ 2,000 บาท เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 แต่จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยได้รับใบแจ้งหนี้มาโดยตลอดและไม่เคยโต้แย้งว่ารายการดังกล่าวไม่ถูกต้อง และจำเลยยังมีนางสุทธินีเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นผู้ผ่อนชำระหนี้บัตรเสริมเดือนพฤษภาคม 2558 ถึงเดือนกันยายน 2558 จำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท แต่นางสุทธินีเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนและรายละเอียดว่านางสุทธินีชำระหนี้บัตรเสริมแก่โจทก์ด้วยวิธีการอย่างไร อีกทั้งนางสุทธินี ยังเบิกความรับว่า ตามใบสมัครบัตรเครดิตระบุเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตโดยพนักงานโจทก์แจ้งว่าหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรหลักและบัตรเสริมพยานต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

นางสุทธินีไม่เคยได้รับแจ้งหนี้ในส่วนบัตรเสริมของจำเลย และไม่เคยชำระหนี้ในส่วนบัตรเสริมแทนจำเลยมาก่อน และจำเลยเป็นผู้ชำระหนี้ในส่วนบัตรเสริมด้วยตนเอง นอกจากนี้นางสุทธินียังเป็นมารดาจำเลยและเป็นผู้ถือบัตรหลักซึ่งเป็นผู้ต้องรับผิดชอบในหนี้อันเกิดจากการใช้ทั้งบัตรหลักและบัตรเสริม จึงไม่ใช่พยานคนกลาง และมีส่วนได้เสียกับจำเลย คำเบิกความของนางสุทธินีจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า รายการชำระหนี้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 เป็นรายการที่โจทก์หรือบุคคลอื่นได้ทำรายการขึ้นมาเองโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย แต่จำเลยกลับนำสืบว่า รายการดังกล่าว นางสุทธินีเป็นผู้ชำระ ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่อยู่กับร่องกับรอย

ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาประกอบพฤติการณ์แวดล้อมมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่นับจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2558 จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้จากการใช้บัตรเสริมในการซื้อสินค้าและบริการพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ · ประทีป อ่าววิจิตรกุล · รัชนี สุขใจ
ศาลล่าง
ศาลแพ่งมีนบุรี - นายอรรถพล แจ่มจรรยา
ศาลอุทธรณ์ - นายวรวิทย์ ฤทธิทิศ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)93/2563
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ผบ 989/2561
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้