Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4932/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูลให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 91, 187, 350

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยอื่นไม่มีมูล ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ของโจทก์ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า ความผิดในข้อหาโกงเจ้าหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางปราณีเบิกความดังกล่าว จำเลยที่ 1 หรือทนายความไม่ได้ถามค้านหรือนำพยานมาสืบโต้แย้งว่าคำเบิกความของนางปราณีไม่เป็นความจริง จึงต้องรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 กระทำในวันที่ 25 มิถุนายน 2551 และในวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 รวมทั้งการจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยที่ 5 มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง และต่อมาขายที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2553 ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังฟังไม่แน่ชัดว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดเมื่อใด เป็นการรับฟังพยานที่ไม่ชอบเนื่องจากขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบ และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2553 ยังไม่เกินสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

ฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นจึงต้องพิจารณาสืบพยานและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ฐานขัดขวางมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ด้วยการทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้นเอาไปเสีย ทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัด หรือที่ตนรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัด นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกที่ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าให้โอนคืนแก่โจทก์ไปจดทะเบียนจำนองก็ดี หรือจำหน่ายจ่ายโอนให้บุคคลอื่น ย่อมอาจเป็นการทำให้ไร้ประโยชน์ หรือเอาไปเสีย หรือทำให้เสียหายซึ่งที่ดินที่จำเลยที่ 1 รู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดได้

มิใช่เพียงแค่ดูทางกายภาพว่าที่ดินยังคงสภาพเป็นที่ดินอยู่ตามเดิมโดยมิได้พิจารณาจากผลของความเสียหายทางมูลค่าที่มีต่อทรัพย์สินหรือพิจารณาความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการติดตามเอากรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นกลับคืนมาและแม้หากจะพบว่ามีการกระทำแล้ว ศาลยังต้องพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนากระทำความผิดในทางอาญาหรือไม่ จึงจะครบองค์ประกอบของการกระทำความผิดทางอาญาตามบทบัญญัติมาตรานี้ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ด่วนหยิบยกความผิดในข้อหานี้ขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีโดยมิให้ศาลชั้นต้นได้สืบพยานแล้วพิจารณาและพิพากษาเสียก่อนตามลำดับชั้นศาล ย่อมไม่มีเหตุอันสมควรและไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งเมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ให้ประทับรับฟ้องแล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นเด็ดขาด ต้องให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานแล้วพิพากษาคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ต่อไปตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · ธีระพงศ์ จิระภาค · โสฬส สุวรรณเนตร์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายสุพจน์ ปรีชายิ่งสถิตย์
ศาลอุทธรณ์ - นางจรรยา จีระเรืองรัตนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1086/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1425/2553
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ5259/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1714/2567

คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาดตามบทบัญญัติมาตรา 170 แห่ง ป.วิ.อ. ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกา หมายถึงเฉพาะคำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลเท่านั้น แต่หากเป็นการคัดค้านเรื่องผิดระเบียบ คู่ความฝ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858/2567

แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 170 บัญญัติว่า คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ซึ่งหมายถึงคู่ความไม่อาจอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้มีมูลได้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หากศาลอุทธร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2813/2566

เมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์ข้อ 2 แล้ว โจทก์ไม่บรรยายว่า ข้อความเท็จในบัญชีผู้ถือหุ้นของจําเลยที่ 1 ที่โจทก์อ้างเป็นมูลเพื่อขอให้ลงโทษจําเลยทั้งสี่ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ฐานแจ้งให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3377/2565

ศาลไม่ได้บันทึกคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ที่ถามค้านโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับลายพิมพ์นิ้วมือของผู้ตายและลายมือชื่อของพยานในพินัยกรรมปลอมโดยเห็นว่าไม่เกี่ยวกับประเด็นในคดี ก็เป็นการใช้ดุลพินิจในการดำเนิน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3629/2562

ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ซึ่งหมายความว่า การอุทธรณ์ห…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้