Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4946/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยบรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสิบสองร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลว่า เอาความอันเป็นเท็จฟ้องจำเลยต่อศาล แต่ความจริงเป็นกรณีที่สมาคม ย. เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าโจทก์ทั้งสิบสองกระทำการในฐานะกรรมการอำนวยการซึ่งเป็นผู้แทนของสมาคมที่เป็นนิติบุคคลและเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของสมาคม ย. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 และ 86 ประกอบกับธรรมนูญและข้อบังคับของสมาคมกำหนดให้คณะกรรมการอำนวยการของสมาคม ทำหน้าที่บริหารงานของสมาคม ทั้งในขณะที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือมอบให้โจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลยดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคม ย. โดยคณะกรรมการอำนวยการมีมติให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจในการสั่งการและลงนามในเอกสารใดๆ เสมือนเป็นนายกสมาคมทุกประการ ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองเป็นตัวการร่วมกับสมาคม ย. ฟ้องจำเลยด้วย จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองเป็นคดีอาญาดังกล่าวได้ ที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองเป็นคดีดังกล่าวจึงไม่เป็นฟ้องเท็จ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 12 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาในชั้นฎีกาเพียงว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 3249/2544 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่จำเลยฟ้องว่า โจทก์ทั้งสิบสองเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 ของศาลแขวงพระนครใต้นั้นเป็นการฟ้องเท็จ เพราะความจริงแล้ว สมาคมเป็นโจทก์ฟ้องเองหรือไม่

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์อ้างรายงานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการของสมาคมครั้งที่ 2/2543 ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 วาระที่ 11.1 แสดงข้อความบันทึกไว้เป็นนัยว่า สมาคมมีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย และคณะกรรมการอำนวยการทุกคนมีมติแต่งตั้งให้โจทก์ที่ 1 ผู้รักษาการแทนนายกสมาคมเป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยนั้น จำเลยเห็นว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมที่ไม่ชอบ เพราะจำเลยซึ่งเป็นนายกสมาคมไม่รู้ว่ามีการประชุม ทั้งๆ ที่จำเลยอยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่เคยมอบหมายให้ผู้ใดปฏิบัติหน้าที่แทน นอกจากนี้ฎีกาจำเลยยังอ้างด้วยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 และธรรมนูญกับข้อบังคับของสมาคม บทที่ 4 ข้อ 1 กำหนดว่า "นายกสมาคม มีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ต่างๆของสมาคม เป็นประธานการประชุมทุกครั้ง ลงนามในเอกสารในนามสมาคม..." แสดงว่า โจทก์ทั้งสิบสองมิใช่บุคคลที่มีอำนาจลงนามแทนสมาคมได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสิบสองไปลงนามแทนสมาคม ย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการกระทำในนามสมาคม นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติดังกล่าวข้างต้นว่า จำเลยพ้นจากตำแหน่งนายกสมาคม ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2542 เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 คณะกรรมการอำนวยการมีมติมอบหมายให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นอุปนายกคนที่ 1 รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคม โดยมีอำนาจในการสั่งการและลงนามในเอกสารใดๆ เสมือนนายกสมาคมทุกประการ ดังนั้นการประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ที่มีโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคมเป็นประธานในที่ประชุม จึงเป็นการประชุมที่ชอบแล้ว แม้จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกประชุมและร่วมกันประชุมนั้นก็ตาม ส่วนการที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือมอบอำนาจเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 ให้โจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้ ในข้อหาปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอมและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแล้ว โจทก์ที่ 12 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครใต้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสิบสองกระทำการในฐานะกรรมการอำนวยการซึ่งเป็นผู้แทนของสมาคมที่เป็นนิติบุคคล และเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของสมาคม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 และ 86 ประกอบกับธรรมนูญและข้อบังคับของสมาคม บทที่ 1 ข้อ 1 ที่กำหนดว่าให้คณะกรรมการอำนวยการของสมาคมทำหน้าที่บริหารงานของสมาคมทั้งในขณะที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ทำหนังสือมอบอำนาจนั้น โจทก์ที่ 1 ก็เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งนายกสมาคม โดยคณะกรรมการอำนวยการมีมติให้โจทก์ที่ 1 มีอำนาจในการสั่งการและลงนามในเอกสารใดๆ เสมือนเป็นนายกสมาคมทุกประการ โจทก์ทั้งสิบสองย่อมมีอำนาจทำการแทนสมาคม โดยโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลย และโจทก์ที่ 12 ฟ้องจำเลยตามที่ได้รับมอบอำนาจ

รวมทั้งลงลายมือชื่อในเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 ดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่สมาคมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยเองดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ฎีกาทั้งสองประการนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงที่ฟังได้ยุติข้างต้นว่า โจทก์ทั้งสิบสองกับจำเลยมีข้อขัดแย้งกันเกี่ยวกับการเลือกตั้งกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการของสมาคม ซึ่งเป็นผู้บริหารงานของสมาคม อันเป็นผลให้มีการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญากันหลายคดี และโจทก์ทั้งสิบสองถือประโยชน์จากการที่เป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมากในคณะกรรมการอำนวยการดำเนินการให้คณะกรรมการอำนวยการมีมติให้จำเลยพ้นจากสมาชิกภาพของสมาคม อันเป็นผลให้จำเลยขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกสมาคมและพ้นจากตำแหน่งนายกสมาคมด้วย

รวมทั้งมีมติให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยโดยมีโจทก์ทั้งสิบสองเป็นผู้ดำเนินคดีแทนสมาคม กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งสิบสองเป็นตัวการร่วมฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2662/2543 ของศาลแขวงพระนครใต้กับสมาคมด้วย จำเลยจึงมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองฐานฟ้องเท็จต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3249/2544 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ดังนั้น แม้จำเลยไม่ได้ยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจและเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อจำเลยมีอำนาจฟ้องโจทก์ทั้งสิบสองแล้วก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยเอาความอันเป็นเท็จฟ้องโจทก์ต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญาอันเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้ออ้างประการอื่นตามฎีกาจำเลย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์ · ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายผล อนุวัตรนิติการ
ศาลอุทธรณ์ - นายพินิจ สายสอาด
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6109/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2933/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3040/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568

จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568

กรณีพนักงานส่วนท้องถิ่นกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้