คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 114, 115, 117 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา บริษัทฟอร์ตรอน ออโตโมทีฟ ทรีตเม้นท์ส พีทีวาย จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมเป็นบริษัทจำกัดในประเทศออสเตรเลีย ประกอบกิจการค้าขายสินค้าหลายประเภทรวมทั้งเบรก คลีนเนอร์ (BRAKE CLEANER) ทรัค เพาว์เวอร์ (TRUCK POWER) เอ็นจินแฟล็ช (ENGINE FLUSH) และฟูเอล บูสเตอร์ (FUEL BOOSTER) โดยใช้เครื่องหมายการค้า ฟอร์ตรอน (FORTRON) ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับใช้กับสินค้าในประเทศไทยแล้ว เมื่อปี 2536 โจทก์ร่วมทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟอร์ตรอนในประเทศไทยกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญานี้โจทก์ร่วมตั้งจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนำเข้าและจำหน่ายสินค้าของโจทก์ร่วมในประเทศไทย ตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟอร์ตรอนในประเทศไทย ซึ่งตามสัญญาเมื่อจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้า
โจทก์ร่วมจะส่งสินค้าให้จำเลยที่ 1 โดยบรรจุในถังขนาดบรรจุ 200 ลิตร หรือที่เรียกว่า ดรัม และจำเลยที่ 1 จะนำไปแบ่งบรรจุขวดติดฉลากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมเพื่อนำออกจำหน่ายในประเทศไทย ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2548 จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งตามสัญญาตั้งตัวแทนจำหน่ายนี้ เมื่อมีการเลิกสัญญากัน จำเลยที่ 1 จะต้องเก็บสินค้าออกจากตลาดภายใน 30 วัน หรือขายคืนแก่โจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 กับภริยาได้ลงทุนร่วมกับนายเคน อดีตผู้จัดการฝ่ายการตลาดของโจทก์ร่วมตั้งบริษัททรีเบล็กซ์ ออโตโมทีฟโปรดักส์ ในประเทศออสเตรเลีย เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทโกลด์ลีฟ จำกัด ในประเทศ และส่งมาให้จำเลยที่ 1 จำหน่ายในประเทศไทย โดยเดิมโจทก์ร่วมก็สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทโกลด์ลีฟ
จำกัด นี้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหลังจากที่จำเลยที่ 1 เลิกสัญญากับโจทก์ร่วมแล้วมีสินค้าคงเหลือประมาณ 30 ถึง 40 ดรัม ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ส่งให้บริษัทเชลล์ ออโต้เซิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด ที่สั่งซื้อผ่านบริษัทฟอร์ช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนายเบร็ด กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ร่วมได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวกในความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ต่อมาพันตำรวจโทอธิพงษ์ ได้นำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไปตรวจค้นที่ศูนย์บริการของบริษัทเชลล์ ออโต้เซิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด
สาขาถนนนวลจันทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และยึดได้สินค้าผลิตภัณฑ์ทรัค เพาว์เวอร์ 2,100 ขวด ผลิตภัณฑ์โฟดอล บูสเตอร์ 2,050 ขวด ผลิตภัณฑ์เบรก แอนด์ ครีน 3,500 ขวด และผลิตภัณฑ์เอ็นจิน แฟล็ช 2,500 ขวด ที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "FORTRON" ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมเป็นของกลาง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันเสนอจำหน่ายสินค้าของกลางที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์กับโจทก์ร่วมและพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่นำสืบตรงกันได้ความว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟอร์ตรอนในประเทศไทย ซึ่งจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ร่วมโดยโจทก์ร่วมจัดส่งสินค้าบรรจุถัง 200 ลิตร หรือดรัม ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 แบ่งบรรจุขวดขนาดเล็กแล้วปิดฉลากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมนำออกจำหน่าย โดยตามสัญญาข้อ 10.1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนจำหน่ายได้รับมอบอำนาจให้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยในช่วงอายุสัญญานี้เท่านั้น
ดังนี้ในระหว่างที่สัญญามีผลผูกพันใช้บังคับกัน จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมตามข้อสัญญานี้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ร่วมแล้ว ซึ่งหลังจากเลิกสัญญากันแล้วจำเลยทั้งสองย่อมไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมอีกต่อไป หากยังนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมไปใช้ย่อมอาจเป็นความผิดฐานปลอมเครื่องหมายการค้า หรือเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมได้ และยังได้ความอีกว่า จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้าของกลางที่เป็นผลิตภัณฑ์ 4 ประเภท ตามฟ้องรวม 10,150 ขวด ให้แก่บริษัทเชลล์ ออโต้เซิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเดือนเมษายน 2548 ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ต้องนำผลิตภัณฑ์ในถัง 200 ลิตร
มาแบ่งบรรจุใส่ขวดและติดฉลากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมทั้งที่เลิกสัญญากันแล้ว นอกจากนี้ตามคำเบิกความของนายเบร็ด กรรมการโจทก์ร่วม และนายถานันดร์ซึ่งเคยเป็นผู้สั่งซื้อสินค้าของโจทก์ร่วมจากจำเลยที่ 1 ไปจำหน่ายโดยได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยที่ 1 คิดเป็นร้อยละของกำไรจากการขาย ที่เบิกความเป็นทำนองเดียวกันว่า ยอดขายสินค้าผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยสูงกว่ายอดการนำเข้า โดยนายถานันดร์เป็นผู้สั่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากจำเลยที่ 1 เพื่อส่งขายแก่บริษัทเชลล์ ออโต้เซิร์ฟ (ประเทศไทย) จำกัด จึงทราบรายละเอียดการขายดี เมื่อตรวจสอบกับนายเบร็ดและใบอินวอยซ์แสดงการสั่งซื้อสินค้าของจำเลยที่ 1 จากโจทก์ร่วมแล้วก็สามารถคิดคำนวณยอดผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 ซื้อจากโจทก์ร่วมและนำออกขายได้ว่ามีผลิตภัณฑ์ที่จำเลยที่ 1 ขายมากกว่าจำนวนที่สั่งซื้อจากโจทก์ร่วม
ประกอบกับที่นายเบร็ดเบิกความถึงข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมสืบทราบว่า นายเคนได้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 และภริยาจำเลยที่ 2 จัดตั้งบริษัททรีเบล็กซ์ ออโตโมทีฟ โปรดักส์ จำกัด และบริษัทได้สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทโกลด์ลีฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเดียวกับที่ขายสินค้าให้โจทก์ร่วมซึ่งจำเลยทั้งสองก็นำสืบรับในข้อเท็จจริงดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงที่ส่อแสดงว่า จำเลยที่ 1 น่าจะสั่งซื้อสินค้าผ่านบริษัททรีเบล็กซ์ ออโตโมทีฟ โปรดักส์ จำกัด เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยด้วย จึงทำให้มีสินค้าจำหน่ายในประเทศไทยมากกว่าสินค้าที่สั่งซื้อจากโจทก์ร่วม ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางสาวปทิตตา ซึ่งเคยรับราชการเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับ 8 กรมวิทยาศาสตร์บริการ
มาเบิกความว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนส่งสินค้าของกลางมาให้พยานตรวจเปรียบเทียบสินค้าของโจทก์ร่วมว่า เป็นสินค้าที่มีสารที่เป็นส่วนผสมเหมือนกันหรือไม่ พยานตรวจแล้วพบว่าสินค้ารายการเบรก แอนด์ พาร์ตส์ คลีนเนอร์ มีส่วนผสมเป็นสารต่างชนิดกัน สินค้ารายการเอ็นจิน แฟล็ช มีสารคล้ายคลึงกัน สินค้ารายการบูสเตอร์ ทรีทเมนท์ และรายการทรัค เพาว์เวอร์ ก็มีสารต่างกันทั้งสองรายการ ซึ่งจำเลยทั้งสองก็ไม่ได้นำสืบหักล้างพยานปากนี้และจำเลยที่ 2 ยังกลับเบิกความตอบโจทก์ถามค้านรับว่า ผลการตรวจที่มีความแตกต่างมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากการที่จำเลยที่ 1 นำสารเคมีหลายชนิดบรรจุลงไปในขวด จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ล้วนแสดงให้เห็นได้ว่า
สินค้าของกลางที่มีการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมติดอยู่ที่ขวดบรรจุสินค้านั้นไม่ใช่สินค้าของโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้จำหน่ายสินค้าของกลางโดยทั้งที่รู้ว่ามีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ติดไว้โดยผู้ไม่มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้า อันถือได้ว่าเป็นการร่วมกันเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมนั่นเอง การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมเป็นความผิดฐานเสนอจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมฟังขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้ปรับ 40,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 40,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางริบ