Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2551 (เลขอ้างอิง 497866)

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท โจทก์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 162/18 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ก็อ้างมาในฎีกาว่า โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 74 (2) แล้ว ศาลชั้นต้นหาจำต้องส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าปรับพร้อมดอกเบี้ยรวม 21,153,922.41 บาท แก่โจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยยกเว้นค่าขึ้นศาลให้บางส่วนเป็นเงิน 100,000 บาท หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำค่าขึ้นศาลมาชำระภายใน 15 วัน โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์และให้โจทก์นำเงินค่าขึ้นศาล 100,000 บาท มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง วันที่ 16 กันยายน 2548 เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาวางต่อศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 วันที่ 19 กันยายน 2548

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนดจึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ศาลไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว กรณีหากเป็นไปตามคำร้องของโจทก์ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ได้ตามกฎหมาย จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้ใหม่ในชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า ในชั้นอุทธรณ์ไม่มีบทบัญญัติให้ขอพิจารณาคดีใหม่ จึงให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 และวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวไม่รับอุทธรณ์ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในจำนวนทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท ส่วนทุนทรัพย์ที่เกินกว่าจำนวนดังกล่าวไม่รับอุทธรณ์นั้นชอบหรือไม่

โจทก์ฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ปิดกิจการตั้งแต่ปี 2540 และไม่มีบุคคลใดอยู่ที่บริษัทโจทก์ แต่โจทก์มีนายสุริยันหรือณรงค์เป็นกรรมการผู้จัดการและมีทนายโจทก์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนซึ่งมีภูมิลำเนาที่อยู่แน่นอน การที่ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไปยังบริษัทโจทก์เพียงที่เดียว โดยไม่ส่งให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 บัญญัติให้ถิ่นอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เป็นภูมิลำเนาของบริษัท โจทก์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 162/18 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ปิดกิจการไปตั้งแต่ปี 2540 แต่โจทก์ก็อ้างมาในฎีกาว่า

โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนเลิกบริษัท จึงถือว่าโจทก์ยังคงมีภูมิลำเนาอยู่ที่เดิม ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปิดหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่บ้านหลังดังกล่าวจึงเป็นการส่งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 74 (2) แล้ว ศาลชั้นต้นหาจำต้องส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่กรรมการผู้จัดการของโจทก์และทนายโจทก์ด้วยไม่ ตามรายงานการส่งหมายปรากฏว่าเจ้าพนักงานศาลส่งหมายให้แก่โจทก์โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 การส่งหมายย่อมมีผลในวันที่ 2 สิงหาคม 2548 ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2548 จึงเป็นการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยชอบ และถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 แล้ว

โจทก์จึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 10 กันยายน 2548 แต่โจทก์มิได้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมศาลของโจทก์ฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 โดยไม่ไต่สวนจึงชอบแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้แก่โจทก์โดยชอบ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นนับตั้งแต่การส่งหมายนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จนถึงการอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมิใช่เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ โจทก์จึงไม่อาจขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 โดยมิได้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวจึงชอบแล้ว

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเว้นค่าธรรมเนียมให้โจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์จำนวน 100,000 บาท ซึ่งเป็นค่าขึ้นศาลสำหรับทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท เมื่อโจทก์ไม่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดจึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ในทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · บุญรอด ตันประเสริฐ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้