Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4984/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ผู้เยาว์เองหรือผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมขายที่ดินซึ่งหมายความรวมถึงนิติกรรมจะขายที่ดินแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาล ซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย สัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในขณะที่ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 และกรณีมิใช่โมฆียะกรรมแม้ภายหลังจำเลยที่ 3 จะบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสจำเลยที่ 3ก็ไม่อาจให้สัตยาบันได้ แม้สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 3 ไม่จำต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์เท่านั้น ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2มีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ทนายโจทก์ได้ย้ายสำนักงานจากที่เดิมไปอยู่สำนักงานแห่งใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้วแต่ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ออกหมายนัดส่งให้ทนายโจทก์โดยการปิดหมาย ณ สำนักงานทนายโจทก์แห่งเดิม หาได้ส่งหมายนัดให้ทนายโจทก์ ณ สำนักงานแห่งใหม่ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ไม่ ทั้งมิได้ส่งหมายนัดให้แก่ตัวโจทก์ด้วยโจทก์จึงไม่ทราบวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงถือไม่ได้ว่าศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3172, 3173 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายกจำนวน 50 ไร่ ให้โจทก์เป็นเงิน 1,450,000 บาท ในวันทำสัญญาจำเลยทั้งสามได้รับเงินมัดจำจากโจทก์จำนวน 500,000 บาท ส่วนที่เหลือโจทก์จะชำระให้จำเลยทั้งสามในวันโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมขายหรือโอนกรรมสิทธิ์ภายในกำหนดตามสัญญา แม้ด้วยเหตุสุดวิสัยใด ๆ ก็ตาม จำเลยทั้งสามยอมให้โจทก์ปรับเป็นเงินสองเท่าของราคาที่ดินที่ซื้อขาย พร้อมกับคืนเงินที่รับไว้จากโจทก์ทั้งหมดด้วยต่อมาครั้งถึงวันนัดโจทก์และจำเลยทั้งสามไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ทั้งที่โจทก์เตรียมพร้อมจะรับโอนและมิได้ผิดสัญญา

ทำให้โจทก์เสียหายขอให้บังคับจำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3172, 3173 แก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสามรับเงินส่วนที่เหลือจำนวน 950,000 บาท จากโจทก์ด้วยจำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไม่สมบูรณ์ไม่อาจฟ้องให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติตามไม่ได้ กล่าวคือในวันทำสัญญา จำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้เยาว์ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม ส่วนจำเลยที่ 1 มีอาการวิกลจริต โดยที่โจทก์ก็ทราบดีอยู่แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่จำเลยทั้งสามทำกับโจทก์จึงเป็นโมฆียะทั้งฉบับ จำเลยทั้งสามขอบอกล้างนับแต่บัดนี้ สัญญาจึงเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก ให้โจทก์และจำเลยทั้งสามกลับคืนสู่ฐานะเดิมโจทก์จะฟ้องบังคับให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายหาได้ไม่

เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2531 จำเลยทั้งสามพบกับโจทก์ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายกโดยมิได้นัดหมายกัน จำเลยทั้งสามจึงได้แจ้งแก่โจทก์ว่า ขอบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ทำไว้ต่อกัน และนัดโจทก์มารับเงินที่ได้วางมัดจำไว้จำนวน 500,000 บาทคืนไป โจทก์ทราบแล้วเพิกเฉย และไม่ยอมรับเงินดังกล่าวจำเลยทั้งสามจึงไม่จำต้องไปพบโจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก เพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาในวันที่ 13 ตุลาคม 2531 อีก เพราะบอกเลิกสัญญาไปแล้ว ที่โจทก์ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำบันทึกไว้ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าจำเลยทั้งสามบอกเลิกสัญญาแล้ว เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3172 และ 3173 ให้แก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์

หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสามโดยโจทก์จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 950,000 บาท แก่จำเลยทั้งสาม ส่วนคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยออกค่าภาษีเงินได้ในการโอนนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยต้องชำระตามกฎหมายอยู่แล้ว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ฟ้องโจทก์ส่วนที่ให้จำเลยที่ 3โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3172 ตำบลบึงสาน อำเภอองครักษ์จังหวัดนครนายก ให้ยก โดยให้คิดลดราคาซื้อขายลงตามส่วนที่เป็นของจำเลยที่ 3 ในโฉนดที่ดิน แต่หากมิได้กำหนดส่วนไว้ในโฉนดที่ดินก็ให้ถือเกณฑ์ครึ่งหนึ่งนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้ขณะทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 3 จะเป็นผู้เยาว์ แต่ต่อมาหลังจากที่จำเลยที่ 3 บรรลุนิติภาวะโดยการสมรสแล้ว จำเลยที่ 3ได้ให้สัตยาบันต่อโจทก์แล้ว สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสารหมายจ.2 จึงสมบูรณ์มาแต่เริ่มแรก จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าขณะที่ทำสัญญาจะซื้อจะขายจำเลยที่ 3 ยังเป็นผู้เยาว์ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 3จึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ในสัญญาฉบับเดียวกันจึงมีปัญหาว่าสัญญาจะซื้อจะขายมีผลผูกพันจำเลยที่ 3 หรือไม่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21 ซึ่งเป็นหลักทั่วไปบัญญัติว่า

ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน หากทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมแล้วเป็นโมฆียะและตามมาตรา 24 ผู้เยาว์อาจทำการใด ๆได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่ฐานานุรูปแห่งตน และเป็นการอันจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควร แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5หมวด 2 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร มาตรา 1574บัญญัติเกี่ยวกับการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ซึ่งผู้เยาว์เองหรือใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้มีการคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการบางอย่างที่สำคัญของผู้เยาว์ เมื่อศาลได้ไต่สวนแล้วเห็นเป็นการสมควรก็สั่งอนุญาต แล้วผู้แทนโดยชอบธรรมจึงจะอาศัยคำอนุญาตของศาลไปทำนิติกรรมได้ ในเมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมขายที่ดินซึ่งหมายความรวมถึงนิติกรรมจะขายที่ดินแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว

จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาลซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำในขณะที่ยังเป็นผู้เยาว์อยู่ จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 3 และกรณีมิใช่โมฆียะกรรม แม้ภายหลังจำเลยที่ 3 จะบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสจำเลยที่ 3 ก็ไม่อาจให้สัตยาบันได้ ปัญหาที่ว่าผู้เยาว์ทำนิติกรรมจะขายอสังหาริมทรัพย์พร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์นั้นเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้เยาว์และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างแต่ต้น แต่เมื่อศาลเห็นสมควรก็ยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า หนี้ที่จำเลยทั้งสามมีต่อโจทก์เป็นมูลหนี้ที่มิอาจแบ่งแยกกันได้ เมื่อการทำนิติกรรมของจำเลยที่ 1และที่ 3 ไม่มีผลโจทก์จึงไม่สามารถบังคับเอาแก่จำเลยที่ 2 นั้นได้วินิจฉัยแล้วว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1มีผลสมบูรณ์ ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะเป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยที่ 2ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3712 และได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ในสัญญาฉบับเดียวกันก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3ก็หาได้เป็นลูกหนี้ร่วมกันไม่ ดังนั้น แม้สัญญาจะซื้อจะขายไม่ผูกพันจำเลยที่ 3 ก็มีผลเพียงทำให้จำเลยที่ 3 ไม่จำต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 3 ให้แก่โจทก์เท่านั้น

ส่วนสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2จึงต้องขายที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ตามสัญญา ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันที่จำเลยทั้งสามแถลงคัดค้านว่า โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อพ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด การยื่นฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2533 ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าทนายโจทก์ได้ย้ายสำนักงานจากที่เดิมไปอยู่สำนักงานแห่งใหม่การส่งหมายถึงทนายโจทก์ขอให้ส่ง ณ สำนักงานแห่งใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้ออกหมายนัดส่งให้ทนายโจทก์โดยการปิดหมายณ สำนักงานทนายโจทก์แห่งเดิม

หาได้ส่งหมายนัดให้ทนายโจทก์ณ สำนักงานแห่งใหม่ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ไม่ ทั้งมิได้ส่งหมายนัดให้แก่ตัวโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่ทราบวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงถือไม่ได้ว่า ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังแล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์ยื่นฎีกาภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่โจทก์ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงชอบแล้ว ข้อคัดค้านของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ บุณยเนตร · สังเวียน รัตนมุง · สมชาย รังสิกรรพุม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6068/2538

ทนายโจทก์ได้ย้ายไปจากภูมิลำเนาเดิมแล้วก่อนวันนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้นการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่ทนายโจทก์ตามภูมิลำเนาเดิมของทนายโจทก์โดยวิธีปิดหมาย จึงเป็นการไม่ชอบย่อมถือไม่ได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2416/2534

การ ขาย อสังหาริมทรัพย์ ของ ผู้เยาว์ ผู้เยาว์ เอง หรือ ผู้ใช้ อำนาจ ปกครอง จะ กระทำ มิได้ เว้นแต่ ศาล จะ อนุญาต ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เมื่อ ผู้แทนโดยชอบธรรม ต้องห้าม โดย กฎหมาย มิใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3416/2534

การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ ผู้เยาว์เองหรือผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เมื่อผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมขายที่ดินซ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1649/2567

ป.พ.พ. มาตรา 1566 และมาตรา 1574 ให้อำนาจผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมใด ๆ อันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้เว้นแต่นิติกรรมบางประเภทผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2558

การที่โจทก์ไม่ดำเนินการสืบหาที่อยู่ของจำเลยที่ 1 เพื่อส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ใหม่ และแถลงต่อศาลภายในกำหนดเวลา 1 เดือน โดยปล่อยให้เวลาล่วงพ้นไปเป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ แม้โจทก์ฎีกาอ้างว่ามีเหตุส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้