คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเป็นบัญชีเดินสะพัดและขอให้บัตรเครดิตกับโจทก์ แต่เงินในบัญชีของจำเลยดังกล่าวไม่พอหักชำระหนี้ที่จำเลยใช้บัตรเครดิต ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 267,986.36 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 261,411.67 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า หนี้ค่าบัตรเครดิตเป็นการเรียกเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายไปก่อน มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 165(7)เดิม มาตรา 193/34(1)(7) ใหม่ จำเลยไม่ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันหรือขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ จำเลยรับสภาพหนี้กับโจทก์เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2534
โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 5 เมษายน 2539 จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันและขอสมัครเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ ตามสัญญาและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตของโจทก์ จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการออกบัตรเครดิต จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตไปซื้อสินค้าจากร้านที่ตกลงรับบัตรเครดิตของโจทก์ โดยไม่ต้องชำระเงินสดเมื่อร้านค้าเรียกเก็บเงิน โจทก์จะเป็นผู้ชำระเงินแทนจำเลยแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยในภายหลัง ตามคำฟ้องและคำเบิกความของพยานโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เฉพาะที่ใช้บัตรเครดิตเท่านั้น ส่วนการที่จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันไว้ก็เพียงเพื่อให้โจทก์หักเงินที่จ่ายไปแทนจำเลยจากบัญชีดังกล่าวตามพฤติการณ์ระหว่างโจทก์จำเลยจึงไม่ใช่บัญชีเดินสะพัด แต่เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับทำการงานต่าง
ๆ ให้จำเลย และการที่โจทก์ได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง จึงเป็นการเรียกเอาค่าที่โจทก์ได้ออกเงินทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์และจำเลยตกลงเงื่อนไขการชำระหนี้ว่าเมื่อโจทก์จ่ายเงินให้แก่ผู้เรียกเก็บเงินจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยแล้ว จำเลยจะต้องใช้เงินที่โจทก์จ่ายแทนไปดังกล่าวโดยวิธีการให้โจทก์โอนชำระจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันบัตรเครดิตหรือบัญชีเงินฝากทุกประเภทของจำเลยที่มีอยู่กับโจทก์ซึ่งโจทก์จะแจ้งรายการการใช้บัตรเครดิตให้จำเลยทราบตามใบแจ้งหักบัญชีซึ่งเป็นการแจ้งครั้งสุดท้าย
โจทก์แจ้งจำเลยว่าจะหักบัญชีในวันที่ 6 ธันวาคม 2534 เท่ากับว่าโจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ในวันดังกล่าว ดังนั้น เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลาดังกล่าวถือว่าจำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด โจทก์ย่อมบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนได้ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2534 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่5 เมษายน 2539 พ้นกำหนด 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความพิพากษายืน