Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4998/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้บังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกันกับคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 4,397,882.36 บาท และชำระค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินและค่าเสียโอกาสทางธุรกิจอัตราวันละ 25,619.40 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งห้าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์ใช้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมกันเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินแก่โจทก์ 294,980.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 205,673.72 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะในส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดออกจากที่ดินพิพาทโดยไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า

จำเลยที่ 1 ทำละเมิดไม่ออกจากที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับที่ดินพิพาทในคดีเดิมและเรียกค่าเสียหาย เมื่อการทำละเมิดตามฟ้องคดีนี้เกิดขึ้นและติดต่อกันมาตั้งแต่คดีเดิม ทั้งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 คำฟ้องโจทก์ในส่วนค่าเสียหายได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว โจทก์ไม่จำต้องแนบสัญญาว่าจ้างมาท้ายฟ้องเพราะเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณาได้

ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องอ้างว่า โจทก์มีสิทธิการเช่าที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ซึ่งเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 เข้าไปอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 119 หรือ 488 ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่อุทธรณ์ว่า อาคารหรือบ้านเลขที่ 488 และ 119 เป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โจทก์ใช้บ้านดังกล่าวเป็นสำนักงานของโจทก์ โจทก์จึงต้องเสียค่าตอบแทนให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 อัตราเดือนละ 20,000 บาท ตามฟ้องแย้งนั้น เป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้ง

ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย ส่วนประเด็นค่าเสียหายของโจทก์นั้น ขณะที่โจทก์นำสำเนาสัญญาว่าจ้างต่อเรือลำเลียงมานำสืบ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้คัดค้านความถูกต้องแท้จริงของเอกสารว่าไม่มีต้นฉบับหรือต้นฉบับปลอมทั้งฉบับหรือบางส่วน หรือสำเนานั้นไม่ถูกต้องกับต้นฉบับ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยอมรับถึงการมีอยู่และความแท้จริงของต้นฉบับเอกสารนั้น รวมทั้งยอมรับว่าสำเนานั้นถูกต้องกับต้นฉบับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 ศาลย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามมาตรา 93 (1) และ (4) ซึ่งพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยค่าเสียหายของโจทก์มานั้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วย แต่วันที่ 16 กันยายน 2556 โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท เมื่อคำนวณนับแต่วันที่ 21 มกราคม 2556 ถึงวันที่ 15 กันยายน 2556 เป็นเวลา 238 วัน การที่ศาลชั้นต้นให้โจทก์ได้รับค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินพิพาท 239 วัน จึงเกินสิทธิที่โจทก์จะได้รับ ต้องลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินลง 1 วัน เป็นเงิน 98.95 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระเงินแก่โจทก์ 294,881.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 205,574.77 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาล รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทั้งหมดให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 5 ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 119 หรือ 488 หรือในที่ดินพิพาทเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีในส่วนนี้ไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ส่วนที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ด้วยนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบริวารของจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้บังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 541/2554 ของศาลชั้นต้นแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงไม่ใช่คู่ความรายเดียวกันกับคดีดังกล่าว ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่กำหนดจำนวนเงินค่าเสียหายให้เป็นรายวันแก่โจทก์ แต่ลดค่าขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินลง 1 วัน คือวันที่ 16 กันยายน 2556 เป็นเงิน 98.95 บาท ซึ่งเป็นค่าเสียหายภายหลังวันฟ้อง ดังนั้น ค่าเสียหายที่คำนวณถึงวันฟ้องจึงยังคงเป็นจำนวนเงิน 205,673.72 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและถือเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ต้องชำระแก่โจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน 205,574.77 บาท จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้องและทุนทรัพย์ที่จะนำมาคำนวณค่าขึ้นศาลตามตาราง 1 (1) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต้องเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในแต่ละชั้นศาล

ถ้าจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาเช่นเดียวกับในศาลชั้นต้น แต่ถ้าผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาได้รับความพอใจแต่บางส่วนตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลล่างแล้ว และจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาต่ำกว่าในศาลชั้นต้น ผู้อุทธรณ์หรือผู้ฎีกาต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หรือราคาต่ำนั้น ทั้งนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าชำระเงินแก่โจทก์ 294,980.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 205,673.72 บาท

นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยศาลชั้นต้นคำนวณค่าเสียหายถึงวันที่ 16 กันยายน 2556 วันที่โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งค่าเสียหายคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 205,673.72 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าชำระเงิน 4,397,882.36 บาท ตามฟ้อง ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียง 4,192,208.64 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 83,844 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 87,957 บาท เกินมา 4,113 บาท จึงต้องคืนให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้อง จึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ 205,673.72 บาท ค่าเสียหายและดอกเบี้ยหลังจากวันฟ้องไม่ใช่ทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือที่พิพาทกันอันเป็นอย่างเดียวกับในศาลชั้นต้น จึงไม่อาจนำมาคำนวณเป็นจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาล 4,113 บาท

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 5,899 บาท เกินมา 1,786 บาท จึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 สำหรับอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ที่ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าตอบแทนแก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 รวมกันเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปนั้น เป็นการขอให้ชำระหนี้ในอนาคตจึงไม่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องหรือที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ที่จะนำมาคำนวณเป็นค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ อุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จำเลยที่ 2 และที่ 4 เสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้ง 6,800 บาท จึงไม่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถือเป็นการยกอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 โดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้พิพากษาคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ 205,673.72 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาล 4,113 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 6,576 บาท เกินมา 2,463 บาท จึงต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 205,673.72 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เสียเกินมาให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,113 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 1,786 บาท คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนฟ้องแย้งทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเงิน 2,463 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จินดา ปัณฑะโชติ · ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ · วันชัย ศศิโรจน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายโกวิท หนูโยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปัญญา ถนอมรอด
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.227/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ973/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1725/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้