Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5007/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยคดีมีประเด็นว่าจำเลยได้ปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายและมีหน้าที่จะต้องชำระค่าซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์การผลิตซอสน้ำจิ้มไก่และชำระค่าซอสน้ำจิ้มไก่ที่สั่งซื้อจากโจทก์ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด การที่จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์และ ต. ได้ร่วมทุนกับ ค.ในบริษัทจำเลยแล้วโจทก์ลักลอบน้ำเอาซอสน้ำจิ้มไก่ไปขายให้แก่บริษัท ข. ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและโจทก์กับคนของโจทก์ที่เป็นกรรมการของจำเลยได้สั่งให้พนักงานของจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์โดยไม่ชอบ รวมทั้งโจทก์และคนของโจทก์ได้เบิกเงินทดรองจ่ายโดยไม่เป็นความจริงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายให้จำเลย เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่าโจทก์ผิดสัญญาร่วมลงทุนและละเมิดและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์อันเกิดจากมูลละเมิด ซึ่งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2532 บริษัทวาโก ฟู้ดส์จำกัด บริษัทโตเกียว คิวโฮ จำกัด และโจทก์ได้ตกลงร่วมลงทุนในบริษัทจำเลย ในการผลิตไก่ย่างเพื่อจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในการนี้โจทก์จะต้องรับผิดชอบในด้านการผลิตและขายน้ำจิ้มไก่ให้แก่จำเลย และบริษัทวาโก ฟู้ดส์ จำกัด กับโจทก์ได้ซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ในการผลิตน้ำจิ้มไก่ เป็นเงิน 8,000,000เยน และได้ส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังกล่าวมายังโรงงานจำเลยแล้ว ตั้งแต่ปี 2532 โจทก์ได้จัดส่งน้ำจิ้มไก่ให้แก่จำเลยตามที่ได้ตกลงกัน โดยในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน 2535จำเลยได้สั่งซื้อน้ำจิ้มไก่จากโจทก์และโจทก์ได้ส่งมอบน้ำจิ้มไก่ให้แก่จำเลยเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,334,843 บาท และ 2,508,744 บาทตามลำดับรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,843,587 บาท

จำเลยไม่ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงกัน ต่อมาในเดือนมกราคม 2537 โจทก์และจำเลยได้ประชุมกันหารือเพื่อหาข้อยุติในประเด็นพิพาทที่ยังตกลงกันไม่ได้โดยโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 4,843,587 บาท เป็นค่าน้ำจิ้มไก่นอกจากนี้จำเลยตกลงที่จะรับซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์จากโจทก์เป็นเงิน 5,000,000 เยน โจทก์ได้ทวงถามจำเลยหลายครั้งแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าน้ำจิ้มไก่จำนวน 4,843,587 บาท และชำระค่าเสียเครื่องจักรและอุปกรณ์จำนวน 5,000,000 เยน หรือเท่ากับเงินไทยจำนวน 1,250,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,093,587 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า

บริษัทโจทก์ และโตเกียว คิว โฮ คาบูชิคิ ไคฉะ ได้ตกลงร่วมลงทุนกับคาบูชิคิ ไคฉะ วาโก ฟูซี ในบริษัทจำเลยโดยลงทุนบริษัทละหนึ่งล้านบาท ทั้งนี้โดยบริษัททั้งสามจะเป็นผู้จัดการจำหน่ายสินค้าไก่ย่าง และสินค้าอื่น ๆ ที่จำเลยจะผลิตขึ้น และส่งไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นโดยจะไม่ทำการต่อสู้กันในทางการค้าในระหว่างกัน สำหรับด้านการบริหารนั้น คาบูชิคิ ไคฉะ วาโ ฟูซีจะส่งคนมาดูแลรับผิดชอบในการบริหารทั่วไปและการผลิตไก่ย่างด้วยค่าใช้จ่ายของตนเอง ส่วนโจทก์ก็ต้องให้คนของโจทก์(ซึ่งจะได้เป็นกรรมการของบริษัท) คนหนึ่งเข้ามาดูแลและรับผิดชอบในการผลิตซอสปรุงรสไก่ย่างให้แก่จำเลยด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์เองนอกจากนี้ยังมีข้อตกลงที่จะไม่นำความรู้ที่ได้มาจากการผลิตไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น และข้อตกลงที่กำหนดมิให้โจทก์นำซอสปรุงรสที่ใช้ส่วนประกอบและผลิตโดยวิธีการเดียวกันไปขายให้แก่บุคคลอื่นจำเลยได้ดำเนินการปรับปรุงพัฒนาโรงงานตั้งแต่ปลายปี 2532เป็นต้นมา

จนถึงเดือนพฤษภาคม 2533 จำเลยจึงได้ทำการผลิตซอสปรุงรสไก่ย่างและไก่ย่างราดซอสอย่างเต็มรูปแบบครบวงจรในเดือนพฤษภาคม 2533 นี้เอง ทั้งนี้โดยได้รับความช่วยเหลือจากคาบู ชิคิ ไคฉะ วาโก ฟูซี และโจทก์ตามที่ได้ตกลงกันต่อมาในเดือนมีนาคม 2535 จำเลยได้ตรวจสอบพบว่าโจทก์และคนของโจทก์ได้ทำการลักลอบเอาซอสปรุงรสที่ผลิตได้ในโรงงานของจำเลยไปขายแก่บุคคลอื่น จนในที่สุดโจทก์และคนของโจทก์ก็ได้หยุดการผลิตและเป็นเหตุให้จำเลยต้องปิดโรงงานของจำเลยเองต่อมาโจทก์กับจำเลยได้ทำความตกลงเพื่อเปิดโรงงานของจำเลยใหม่โดยโจทก์ตกลงที่จะชำระค่าเสียหายจำนวน 40 ล้านเยนให้แก่จำเลยโจทก์และคนของโจทก์จึงกลับเข้ามาทำงานการผลิตให้จำเลยต่อไปแต่ก็ทำการผลิตซอสปรุงรสไก่ย่างจนถึงปลายเดือนกันยายน 2535โจทก์และคนของโจทก์ก็ได้หยุดการผลิตและขนย้ายออกจากโรงงานไปทำการผลิตซอสปรุงรสให้แก่บริษัทที่ได้ซื้อซอสจากโจทก์และคนของโจทก์

จากการที่โจทก์และคนของโจทก์ได้ลักลอบเอาซอสปรุงรสไก่ย่างของจำเลยไปขายให้แก่บริษัทอื่นตั้งแต่เดือนมกราคม 2535 เป็นต้นมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2535 ถือว่าเป็นการผิดสัญญาข้อตกลงพื้นฐานการร่วมลงทุนและบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับบริษัทจำเลยได้ก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่คาบูชิคิ ไคฉะ โคจิมายา บริษัทลูกค้าของจำเลยเพราะต้องสูญเสียลูกค้าไปรายหนึ่ง ทำให้ต้องรับผิดความเสียหาย จำนวน 24,332,625เยน โจทก์ได้ยอมรับที่จะจัดการเรื่องการปรับค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว แต่เนื่องจากโจทก์เพิกเฉยไม่ยอมชำระเงินค่าเสียหายจำนวนดังกล่าว โจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 24,332,625 เยน หรือเท่ากับเงินไทย จำนวน 4,866,525บาท ให้แก่จำเลย

ส่วนการที่โจทก์และคนของโจทก์ได้ลักลอบเอาซอสปรุงรสที่ผลิตในโรงงานของจำเลยไปขายให้แก่บุคคลอื่นตั้งแต่เดือนมกราคม 2535 จนถึงเดือนมิถุนายน 2535 รวมเป็นเงินจำนวน 3,566,000 บาท โจทก์และคนของโจทก์ได้ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะที่เป็นกรรมการของจำเลยสั่งให้พนักงานของจำเลยจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์และคนของโจทก์และได้มีการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพนักงานจำเลยจำเลยไม่เคยตกลงที่จะให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวแต่ผู้เดียว การแบ่งผลกำไรและขาดทุนในระหว่างจำเลยกับโจทก์จะต้องเป็นไปตามข้อบังคับของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้ และต้องคืนให้แก่จำเลยโจทก์จึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 3,566,000 บาท

สำหรับเรื่องการบัญชี จำเลยก็ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาพื้นฐานการร่วมลงทุน โดยได้แยกการจัดทำบัญชีออกเป็น 2 แผนกหลักและใช้หลักการบัญชีแยกผลกำไรแต่ละแผนกกล่าวคือ แผนกบี-1จะรับผิดชอบเกี่ยวกับแผนกบริหาร ส่วนกลางและผลิตไก่ย่างราดซอสและแผนก บี-2 จะรับผิดชอบเกี่ยวกับแผนผลิตซอสปรุงรสไก่ย่างโดยแต่ละแผนกจะต้องจัดทำบัญชีในส่วนแผนกของตนเองและในการจัดทำงบการเงินของจำเลยตอนสิ้นงวดปีบัญชีแผนก บี-2 ก็จะต้องส่งบัญชีและงบการเงินพร้อมกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกันแผนก บี-2มาให้แก่แผนก บี-1 เพื่อมาทำงบการเงินประจำปีของจำเลยและการเบิกเงินทดรองจ่ายของแผนกบี-2 จากแผนก บี-1 เพื่อนำไปใช้จ่ายสำหรับการผลิตซอสปรุงรสไก่ย่าง

แผนก บี-2 จะต้องทำรายงานค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการผลิตซอสปรุงรสไก่ย่าง พร้อมกับนำส่งเอกสารสำคัญเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายนั้น ๆ มาให้แก่แผนก บี-1เพื่อทำการเบิกเงินทดรองค่าใช้จ่ายในคราวต่อ ๆ ไปและเมื่อแผนก บี-1 ได้ทำการตรวจสอบและเห็นชอบกับรายงานค่าใช้จ่ายและเอกสารประกอบแล้วแผนก บี-1 ก็จะทำการจ่ายเงินทดรองให้แก่แผนก บี-2 แต่ในทางปฏิบัติ โจทก์และคนของโจทก์ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงดังกล่าวและถือวิสาสะกำหนดมูลค่าของซอสปรุงรสไก่ย่างที่ผลิตได้ในโรงงานของจำเลยขึ้นเองโดยไม่มีการจัดส่งรายงานค่าใช้จ่ายและเอกสารประกอบ ซึ่งจำเลยได้หลงเชื่อว่ารายการต่าง ๆรวมทั้งมูลค่าของซอสปรุงรสไก่ย่างเป็นความจริง ถูกต้องตามที่แจ้งมาทุกประการจำเลยจึงได้จ่ายเงินทดรองจ่ายให้แก่แผนก

บี-2ตามที่ขอเบิกมา แต่ต่อมาเมื่อปลายเดือนกันยายน 2535 โจทก์และคนของโจทก์ได้หยุดการผลิตและขนย้ายออกจากโรงงานจำเลยเพื่อไปผลิตซอสปรุงรสไก่ย่างให้แก่บริษัทอื่น ซึ่งทำให้จำเลยต้องเดือดร้อนวิ่งเต้นหาผู้มาผลิตและส่งซอสปรุงรสไก่ย่างให้แก่จำเลยในที่สุดจำเลยก็สามารถดำเนินการได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นแต่โจทก์และคนของโจทก์กลับไม่สำนึกในการกระทำที่ทำให้จำเลยต้องเสียหาย โจทก์กลับมาทวงถามให้จำเลยจ่ายค่าซอสปรุงรสไก่ย่างที่ผลิต และส่งมอบให้แก่จำเลยในเดือนสิงหาคมและกันยายน 2535 ด้วยหลักเกณฑ์ที่โจทก์กำหนดมูลค่าซอสปรุงรสเองแต่โจทก์ก็ยังไม่ได้ชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลักลอบนำเอาซอสปรุงรสไก่ย่างไปขาย จนเป็นเหตุให้จำเลย และคาบูชิคิ

ไคฉะ โคจิมายา เสียหาย จำนวน 24,332,625 เยนโจทก์กับจำเลยจึงได้มาเจรจากันเรื่อยมา แต่ก็ไม่อาจจะหาข้อยุติกันได้จนกระทั่งในเดือนมกราคม 2537 ก็ได้มีการเจรจากันอีกครั้งซึ่งผลปรากฏว่าไม่อาจจะตกลงกันได้ จำเลยจึงได้ทำการตรวจสอบบัญชีภายในเกี่ยวกับกิจการของแผนก บี-2 ตามเอกสารที่มีอยู่ใหม่ทั้งหมด จำเลยจึงพบว่าโจทก์และคนของโจทก์ได้ทำการเบิกเงินทดรองจ่ายไม่ได้เป็นไปตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามความจริงกล่าวคือ ในระหว่างเดือนพฤษภาคม 2533 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2535โจทก์และคนของโจทก์เบิกเงินทดรองจากแผนก บี-1 ไปเป็นเงิน26,547,787.50 บาท ซึ่งโจทก์จะต้องใช้คืนเงินจำนวนนี้ให้แก่จำเลยขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 4,866,525 บาทชดใช้เงินที่เบิกจากจำเลยอันเนื่องจากการขายซอสปรุงรสจำนวน3,566,000 บาท และคืนเงินทดรองจ่ายที่โจทก์และคนของโจทก์ได้เบิกจากจำเลยไปเป็นเงินจำนวน 17,793,112.50 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 26,225,637.50 บาท แก่จำเลยพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากยอดเงินจำนวน26,225,637.50 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่รับฟ้องแย้งจำเลยอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยคดีมีประเด็นว่า จำเลยได้ปฏิบัติผิดสัญญาซื้อขายและมีหน้าที่จะต้องชำระค่าซื้อเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์การผลิตซอสน้ำจิ้มไก่และชำระค่าซอสน้ำจิ้มไก่ที่สั่งซื้อจากโจทก์ให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด การที่จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์และโตเกียว คิวโฮ คาบูชิคิ ไคฉะ ได้ร่วมทุนกับคาบูชิคิ ไคฉะ วาโก ฟูซี ในบริษัทจำเลยแล้วโจทก์ลักลอบนำเอาซอสน้ำจิ้มไก่ไปขายให้แก่บริษัท ซี.พี.ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัดทำให้จำเลยได้รับความเสียหายและโจทก์กับคนของโจทก์ที่เป็นกรรมการของจำเลยได้สั่งให้พนักงานของจำเลยจ่ายเงินให้โจทก์โดยไม่ชอบ

รวมทั้งโจทก์และคนของโจทก์ได้เบิกเงินทดรองจ่ายโดยไม่เป็นความจริงทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้โจทก์ชำระค่าเสียหายให้จำเลย จะเห็นได้ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า โจทก์ผิดสัญญาร่วมลงทุนและละเมิดและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์อันเกิดจากมูลละเมิดซึ่งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด ไตรโสรัส · พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567

แม้การยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคจะไม่เคร่งครัดเช่นการยื่นคำให้การในคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 ก็ตาม แต่การจะให้การรับหรือปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ส่วนไหนอย่างไรย่อมเป็นเจตนาอิสระของคู่ความ พ.ร.บ.วิธีพิจารณา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเล…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้