Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5010/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ โจทก์อาจลงลายมือชื่อโดยกรรมการของโจทก์ตามที่ได้กำหนดในหนังสือรับรองของโจทก์หรือโจทก์อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อทำสัญญาแทนได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถกับโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์สามารถนำสืบได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้ที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อนั้นทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทนโจทก์ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้อง แม้เนื้อหาของหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ไม่มีข้อความว่าเพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ก็ไม่พอที่จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 204,368 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 87,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 พฤษภาคม 2550) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์เลขทะเบียน บจ 7612 หนองคาย จากโจทก์ ราคา 544,200 บาท ผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน 60 งวด เดือนละ 9,070 บาท ชำระงวดแรกวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ ตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาเช่าซื้อจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อ 7 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อวันที่ 13 มิถุนายน 2548 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืน โจทก์มีหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2548 ตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ (ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6)

ไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้รับแล้ว ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2548 โจทก์ประมูลขายทอดตลาดได้เงิน 280,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ที่เช่าซื้อ 12,000 บาท และค่าราคารถยนต์ที่เช่าซื้อส่วนที่ขาดอยู่ 75,000 บาท รวม 87,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า ผู้ที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ช่องเจ้าของซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้รับมอบอำนาจให้ทำการแทนโจทก์ แต่โจทก์นำพยานเข้าสืบว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อดังกล่าวได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ลงลายมือชื่อโดยชอบแล้ว เป็นการนำสืบนอกฟ้องหรือไม่นั้น

เห็นว่า การลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวโจทก์อาจลงลายมือชื่อโดยกรรมการของโจทก์ตามที่ได้กำหนดในหนังสือรับรองของโจทก์หรือโจทก์อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นลงลายมือชื่อทำสัญญาแทนได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์แล้วผิดสัญญา โจทก์สามารถนำสืบได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้ที่ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นั้นทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์แทนโจทก์ ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า ตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ ที่โจทก์แจ้งไปยังจำเลยทั้งสองก่อนนำรถยนต์ที่เช่าซื้อประมูลขายทอดตลาด ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือแล้ว มีข้อความที่ถือได้ว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา

เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 มีข้อความระบุไว้ในข้อ 3 (5) ว่า เมื่อผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและกลับเข้าครอบครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ให้เช่าซื้อ เพื่อนำออกขายให้แก่บุคคลอื่น ก. ก่อนขายให้แก่บุคคลอื่นผู้ให้เช่าซื้อต้องแจ้งล่วงหน้าให้ผู้เช่าซื้อทราบเป็นหนังสือไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ และตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ข้อ 11 ตอนท้ายก็มีข้อความระบุว่า ในกรณีที่เจ้าของ (ผู้ให้เช่าซื้อ) บอกเลิกสัญญาและกลับเข้าครอบครองรถ เจ้าของจะแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อรถในราคาเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ โดยให้เวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่เนื้อหาตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์

ไม่มีข้อความว่าให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อดังข้อความตามประกาศและสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองถือได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การถึงปัญหาตามฎีกาข้อนี้ด้วยแล้ว ตามหนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ ระบุที่หัวหนังสือชัดเจนว่า หนังสือแจ้งให้สิทธิซื้อรถยนต์ เนื้อหาของหนังสือระบุว่า บัดนี้ บริษัท (โจทก์) มีความประสงค์จะนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายแก่บุคคลอื่น และเพื่อเป็นการปฏิบัติตามข้อ 3 (5) ของประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2543 โดยหนังสือฉบับนี้

บริษัทจึงขอแจ้งมายังผู้เช่าซื้อ หากบริษัทได้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดหรือขายโดยการประมูลแล้ว ได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อผู้เช่าซื้อและหรือผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดชอบในส่วนหนี้ที่ยังขาดอยู่นั้น แต่หากได้ราคาเกินกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้อ บริษัทจะคืนเงินส่วนเกินนั้นให้แก่ผู้เช่าซื้อ ทั้งนี้ผู้เช่าซื้อจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการขายทอดตลาดหรือขายโดยการประมูลรถยนต์ฯ จึงเรียนมาเพื่อทราบ แม้เนื้อหาของหนังสือไม่มีข้อความว่า เพื่อให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิซื้อได้ตามมูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญาเช่าซื้อ แต่ก็ไม่พอที่จะถือว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลแขวงขอนแก่น - นายสวัสดิ์วงศ์ กุลโมรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายเอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พณ.11/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1666/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2063/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกพาณิชย์และเศรษฐกิจ
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6735/2548

แม้บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นจะระบุว่าจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นพิพาท ต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1141 แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด คู่ความมีสิทธินำสืบหักล้างได้ เมื่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4833/2540

แม้ทางนำสืบของจำเลยจะแตกต่างกับคำให้การของจำเลยในเรื่องจำเลยซื้อที่พิพาทจาก ก. หรือซื้อจาก ย. ผ่าน ก. แต่ประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมีว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 188/2540

ตาม ป.พ.พ.มาตรา 174 เดิม ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาท ได้บัญญัติว่า "การฟ้องคดี ท่านไม่นับว่าเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง หากว่าคดีนั้นได้ถอนเสีย..." ดังนั้น การที่โจทก์ถอนฟ้องเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2752/2537

การที่โจทก์นำสืบถึงหนังสือมอบอำนาจเป็นการนำสืบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงในประเด็นที่พิพาท เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์เป็นประเด็นไว้แล้ว แม้จะไม่ให้การปฏิเสธหนังสือมอบอำนาจซึ่งโจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2535

ประเด็นเรื่องราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบ โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่าจำเลยสำแดงราคาตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่ำกว่าราคาอันแท้จร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้