Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5028/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ขายเสาเข็มให้จำเลยมาหลายปี ในทางปฏิบัติเมื่อคิดบัญชีค่าเสาเข็มแล้ว จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าประมาณครึ่งเดือนให้แก่โจทก์ และภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสั่งจ่ายในเช็ค ถ้าจำเลยมีเงินสดจำเลยจะนำเงินไปแลกเช็คคืนจากโจทก์แต่คราวใดจำเลยมีเงินในบัญชีพอจ่าย จำเลยจะให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ แสดงว่าการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวทุกครั้งนั้น จำเลยมีเจตนาให้โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็ค ไม่ใช่เป็นเรื่องมอบเช็คให้เป็นหลักฐานหรือประกันหนี้ เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายให้เนื่องจากการซื้อเสาเข็มไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่ายจำเลยจึงมีความผิด ความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2497 มาตรา 3 เกิดขึ้นทันทีที่ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อความผิดเกิดขึ้นและโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้วคดีจะระงับต่อเมื่อโจทก์ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดย ถูกต้องตามกฎหมาย การชำระหนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้ไม่เป็นเหตุให้คดีระงับ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 350 ป.วิ.อ. มาตรา 39 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 3

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3จำเลยทั้งสามสำนวนให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ให้จำคุกจำเลยสำนวนแรก 6 เดือน สำนวนที่สอง 9 เดือน สำนวนที่สาม 9 เดือนรวมสามสำนวนเป็นจำคุก 24 เดือน จำเลยบรรเทาผลร้ายโดยชำระเงินให้โจทก์ไปแล้ว 218,000 บาท เป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 12 เดือนจำเลยทั้งสามสำนวนฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายสมนึก

บรรเริงศรี เบิกความว่าเป็นผู้ขายเสาเข็มของโจทก์ให้แก่จำเลย ซึ่งเคยขายให้มานานประมาณ5 ปีแล้ว จำเลยชำระราคาครบถ้วนมาโดยตลอด ครั้นเดือนสิงหาคม 2528จำเลยออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้โจทก์เพื่อชำระค่าเสาเข็ม เมื่อเช็คถึงกำหนดวันสั่งจ่ายเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินไม่ได้จึงทวงถาม จำเลยก็ไม่ชำระเงินให้ อ้างว่ายังไม่มีเงินเพราะเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้ นายสมนึกยืนยันว่าได้ขายเสาเข็มให้จำเลยและตอกเสาเข็มให้จนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงคิดบัญชีกัน เมื่อคิดบัญชีเสร็จจำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับมอบให้โจทก์ ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความรับว่าเคยซื้อเสาเข็มจากโจทก์มานาน 5-6 ปีแล้ว ในทางปฏิบัติเมื่อคิดบัญชีค่าเสาเข็มเรียบร้อย

จำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าประมาณครึ่งเดือนให้แก่โจทก์เพื่อเป็นหลักฐาน และภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่สั่งจ่ายในเช็ค ถ้าจำเลยไม่นำเงินมาชำระหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเท่ากับธนาคาร เห็นว่า แม้ว่าจำเลยจะนำสืบว่าถ้าจำเลยมีเงินสดจำเลยจะนำเงินไปแลกเช็คคืนจากโจทก์แต่นายสมพงษ์บุตรจำเลยก็รับว่าคราวใดจำเลยมีเงินในบัญชีพอจ่ายจำเลยก็จะสั่งให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ แสดงให้เห็นว่าในการจ่ายเช็คค่าเสาเข็มมอบให้กับโจทก์ทุกครั้งนั้นจำเลยมีเจตนาให้โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายในเช็ค จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยมอบเช็คให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักฐานหรือประกันหนี้ดังจำเลยต่อสู้แต่ประการใดส่วนการที่โจทก์ยอมให้จำเลยนำเงินสดมาแลกเช็คคืนไป โดยไม่ดำเนินคดีกับจำเลยนั้นก็เป็นเรื่องที่โจทก์ยอมผ่อนผันให้แก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับไปเรียกเก็บเงินแล้ว ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเงินในบัญชีไม่พอจ่ายและบัญชีปิดแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจที่จะดำเนินคดีได้เพราะหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 5 ฉบับระงับเพราะโจทก์กับนายสมพงษ์บุตรจำเลยได้ทำสัญญาประนอมหนี้ตามเอกสารหมาย ล.1 โดยนายสมพงษ์ยอมชำระหนี้แทนจำเลย จึงเป็นการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349และมาตรา 350 นั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 นั้นความผิดเกิดขึ้นทันทีที่ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ดังนั้น เมื่อความผิดเกิดขึ้นและโจทก์นำคดีมาฟ้องแล้ว คดีจะระงับต่อเมื่อโจทก์ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย การชำระหนี้หรือเปลี่ยนตัวลูกหนี้หาเป็นเหตุให้คดีระงับไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อคำนึงถึงอายุของจำเลยซึ่งมีอายุมากแล้วประกอบกับสภาพความผิด สมควรรอการลงโทษจำเลยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวิทย์ ธีรพงษ์ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2907/2537

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจำเลยรับว่าเป็นหนี้ตามเช็คในคดีความผิดเกี่ยวกับเช็คคดีนี้จริง และขอผ่อนชำระเงินเป็นงวด หากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด และยอมให้โจทก์แถลงต่อศาลเพื่อให้นัดฟังคำพิพาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4707/2534

โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายย่อมมีอำนาจที่จะนำเช็คพิพาทมาฟ้องดำเนินคดีแก่จำเลยผู้ออกเช็คพิพาทได้ หลังจากโจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแล้ว ส.ได้ชำระเงินตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2534

คดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ยื่นคำร้องระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป ขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี พอแปลได้ว่าโจทก์มีความประสงค์ขอถอนฟ้องเมื่อจำเลยไม่คัดค้าน ศาลฎีกาอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1009/2533

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยตกลงกันได้และต่างแถลงร่วมกันว่าจำเลยได้ชำระเงินแก่โจทก์เกือบหมดแล้วส่วนที่เหลือจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2533

เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ระหว่างออกหมายจับจำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้โดยชำระเงินสดส่วนหนึ่ง และสั่งจ่ายเช็คชำระส่วนหนึ่ง โจทก์จึงถอนฟ้อง ต่อมาธนาคารปฏิเสธก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้