Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5032/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 รับจ้างไปรับกุญแจบ้านเกิดเหตุ โดยรู้ว่าเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเมทแอมเฟตามีนไปซุกซ่อนที่บ้านดังกล่าว และไม่มีส่วนร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในการกระทำความผิด อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าเป้แบบสะพายสีดำ 10 ใบ ของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าเป้สะพายสีดำ 10 ใบ ของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุก จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิต ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด 576,000 เม็ด และชนิดเกล็ดใส 7 ห่อ รวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 13,894.034 กรัม โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจเอก สมบูรณ์ และดาบตำรวจ เรวัต ผู้ร่วมจับกุมเป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ค้ายาเสพติดให้โทษซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าม้ง อยู่บ้านโปร่งนก ตำบลสันศรี อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์หรือเต่ง เป็นหัวหน้าและมีจำเลยที่ 1 กับพวกอีก 5 ถึง 6 คน เป็นผู้ร่วมขบวนการจะลำเลียงยาเสพติดให้โทษจากภาคเหนือลงสู่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล

พยานทั้งสองกับพวกสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของจำเลยที่ 1 กับพวกมาโดยตลอด เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 และนายอภิสิทธิ์กับพวกอีก 2 คน ไปซื้อตั๋วโดยสารรถยนต์ประจำทางของบริษัทสมบัติทัวร์ จำกัด ที่สถานีขนส่งอาเขต 2 จังหวัดเชียงใหม่ โดยจำเลยที่ 1 จะเดินทางจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานครในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 เวลา 8 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 มาถึงกรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยที่ 1 นั่งรถแท็กซี่ไปพักที่โรงแรมเวกัส ถนนประชาชื่น วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 เวลาเช้า จำเลยที่ 1 นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนหาบ้านเช่า โดยทราบจากคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างว่า จำเลยที่ 1 ต้องการหาบ้านเช่าที่มีลักษณะเป็นบ้านเดี่ยว

มีรั้วรอบขอบชิด และสามารถจอดรถยนต์ได้สะดวก ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 ติดต่อขอเช่าบ้านเลขที่ 1314 ซอยดี 5 หมู่บ้านสินธร ตำบลบางพูน อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี แล้วจำเลยที่ 1 ไปพักค้างคืนที่โรงแรมบอสฺส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟรังสิต วันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 เข้าอยู่ ในบ้านดังกล่าว แต่ไปพักค้างคืนที่โรงแรมบอสส์เช่นเดิม ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2553 เวลาเที่ยงวัน จำเลยที่ 2 มาพบกับจำเลยที่ 1 หน้าโรงแรมมอสส์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขึ้นรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาลนวนคร และนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างตระเวนออกหาบ้านเช่าหลายแห่ง หลังจากนั้นเข้าพักที่โรงแรมนวนครโกลเด้นวิวไม่นานก็ว่าจ้างรถแท็กซี่ไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ระหว่างทางมีการเปลี่ยนรถแท็กซี่ครั้งหนึ่ง แล้วรถแท็กซี่คันใหม่มุ่งหน้าไปที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส สาขาบางปะอิน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าไปในห้างดังกล่าวซื้อกระเป๋าเป้หลายใบ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาพระนครศรีอยุธยา และพบกับชาย 2 คน ชายคนหนึ่งส่งกุญแจให้แก่จำเลยที่ 2 พร้อมกับชี้มือไปที่รถกระบะยี่ห้อโตโยต้ารุ่นวีโก้ สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน ถพ 9275 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ที่ ลานจอดรถ แล้วจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะดังกล่าวโดยมีจำเลยที่ 1 นั่งคู่มาด้วย กลับมาถึงบ้านเลขที่ 1314 หมู่บ้านสินธร จำเลยที่ 2 ถอยท้ายกระบะเข้าบ้าน จากนั้นช่วยกันยกกระเป๋าหลายใบลงจากรถเข้าไปในบ้าน

ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขับรถกระบะไปจอดที่สถานีรถไฟรังสิต สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส สีขาว หมายเลขทะเบียน ฎล 4304 กรุงเทพมหานคร โดยมีจำเลยที่ 4 นั่งมาในรถด้วย เข้ามาจอดต่อท้ายรถกระบะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 ลงจากรถเดินไปพูดคุยกับจำเลยที่ 4 ซึ่งนั่งอยู่ในรถ และได้ลดกระจกรถลง จากนั้นจำเลยที่ 1 เข้าไปนั่งในรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส และแล่นออกไปโดยจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะตามไป รถยนต์ทั้งสองคันแล่นไปจอดที่หน้าบ้านเลขที่ 1314 หมู่บ้านสินธร แล้วจำเลยทั้งสี่ลงจากรถเดินเข้าไปในบริเวณบ้านดังกล่าว ต่อมากลับมาขึ้นรถและขับรถทั้งสองคันออกมา เมื่อรถยนต์ทั้งสองคันแล่นออกมาถึงบริเวณถนนของหมู่บ้าน

พยานทั้งสองกับพวกจึงเข้าจับกุมและ ตรวจค้นรถยนต์ทั้งสองคัน พบกุญแจรั้วและกุญแจบ้านที่เกิดเหตุอยู่ในลิ้นชักรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้าแจ๊ส ดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำสืบปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 3 และที่ 4 มาบ้านที่เกิดเหตุเพื่อรับกุญแจบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งนายปัญญาหรือคม จ้างวานให้มารับ จำเลยที่ 3 จึงชักชวนจำเลยที่ 4 ให้เดินทางมาด้วยกันนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เบิกความเป็นพยานลอยๆ ทั้งขัดกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเบิกความเป็นพยานของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ว่า หลังจากจำเลยที่ 2 ได้นำ เมทแอมเฟตามีนของกลางไปไว้ที่บ้านที่เกิดเหตุแล้วได้ติดต่อกับนายอภิสิทธิ์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

นายอภิสิทธิ์แจ้งว่าจะมีคนชื่อนายคมมารับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บ้านเกิดเหตุ ต่อมานายอภิสิทธิ์ ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่ามีปัญหาเกี่ยวกับคนมารับของ แต่จะให้คนมารับกุญแจ ต่อมาประมาณ 1 ชั่วโมง จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขับรถมาพบกับจำเลย ที่ 1 และที่ 2 ที่หน้าสถานีรถไฟรังสิต และแจ้งว่านายคม ให้มารับกุญแจแทน นอกจากนั้นยังได้ความจากพันตำรวจโท ทักษิณ และสิบตำรวจเอก ชิณราช พยานโจทก์ว่า ได้ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางที่ยึดได้จากจำเลยที่ 3 แล้ว ปรากฏว่าคืนเกิดเหตุก่อนจำเลยที่ 3 ถูกจับกุม นายอภิสิทธิ์ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 3 ด้วย 1 ครั้ง ตามรายการโทรศัพท์ และแผนภูมิ หากจำเลย ที่ 3 มิได้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยแล้ว

ก็ไม่มีเหตุผลหรือความจำเป็นที่นายอภิสิทธิ์จะต้องติดต่อกับจำเลยที่ 3 โดยตรง พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 รับจ้างไปรับกุญแจบ้านเกิดเหตุ โดยรู้ว่าเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยที่ 3 มิได้มีส่วนในการนำเมทแอมเฟตามีนมาซุกซ่อนไว้ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่มีส่วนร่วมครอบครองเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 3 กระทำการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการกระทำความผิด

อันเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นความผิดส่วนหนึ่งตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนจำเลยที่ 4 แม้จำเลยที่ 4 นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 3 เข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุที่ใช้เก็บเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่ในทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ได้โทรศัพท์ติดต่อกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือนายอภิสิทธิ์ ทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยที่ 4 ก็ให้การปฏิเสธตลอดมา และจำเลย ที่ 4 นำสืบว่า วันเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 ชวนจำเลยที่ 4 ไปดูไก่ชน เมื่อนายปัญญาจ้างวานให้จำเลยที่ 3 ไปรับกุญแจ จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 จึงชวนจำเลยที่ 4 ไปด้วย

พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 4 มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญมี ฐิตะศิริ · แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นางผ่องพรรณ ปิ่นพิลา
ศาลอุทธรณ์ - นายสาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.849/2560
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ359/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ234/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้