คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ คู่ความรับกันว่า ที่พิพาทเป็นที่นามือเปล่า บิดาโจทก์มอบให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ยเงินกู้ เมื่อบิดาโจทก์ตายแล้ว นางแย้มได้ทำสัญญาขายที่นาพิพาทให้จำเลย ทำสัญญากันที่อำเภอ คือสัญญาหมาย จ.1, จ.2 จำเลยได้ครอบครองหลังจากทำสัญญาซื้อขายมาแล้วเป็นเวลา 4 ปีโจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทเป็นของโจทก์ นางแย้มไม่ใช่ภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาโจทก์ ไม่มีสิทธิเอาที่พิพาทไปขายให้จำเลยทั้งจำเลยก็ทราบว่าที่เป็นของโจทก์ จึงขอให้พิพากษาทำลายสัญญาซื้อขายนั้นเสียจำเลยที่ 1, ที่ 2 ให้การว่า บิดาโจทก์ได้มอบที่พิพาทให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย เมื่อบิดาโจทก์ตายแล้วนางแย้มโอนขายให้จำเลยจำเลยรับซื้อไว้โดยสุจริต และใช้สิทธิครอบครองอย่างเป็นเจ้าของมา 4 ปีแล้ว และจำเลยได้ขอให้ศาลเรียกนางแย้มเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยศาลชั้นต้นงดสืบพยาน โดยวินิจฉัยว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นเห็นว่า
จำเลยได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ นับจากวันซื้อขายมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 4 ปีแล้ว จึงได้สิทธิครอบครอง โจทก์จะฟ้องเรียกคืนเมื่อพ้น 1 ปีแล้วไม่ได้พิพากษายกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถ้าที่รายนี้เป็นของบิดาโจทก์ เมื่อบิดาโจทก์ตายย่อมตกทอดไปยังทายาท โจทก์เถียงว่านางแย้มไม่ใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าเป็นจริงนางแย้มก็ไม่มีส่วนได้รับมรดกแต่ความจริงจะเป็นอย่างไรยังไม่ได้สืบพยานส่วนข้อที่ว่าจำเลยครอบครองอย่างเป็นเจ้าของมา 4 ปีนั้น เห็นว่าคู่ความรับกันว่าเดิมบิดาโจทก์มอบที่ให้จำเลยทำต่างดอกเบี้ย จำเลยจึงเป็นผู้ยึดถือในฐานะแทนบิดาโจทก์ จำเลยจะเปลี่ยนฐานะการยึดถือได้ ก็โดยมีกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังระบุไว้ในมาตรา 1381
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่งที่ดินเป็นของใครมาแต่เดิม นางแย้มเป็นภรรยาของบิดาโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ยังเป็นข้อเท็จจริงที่โต้เถียงกันอยู่จึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่