Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เดิมห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มีจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ หลังจากศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามกับ จ. ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเข้าหุ้นส่วนเดิม โดยให้จำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการ และถอนเงินลงหุ้นออกไป โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทน ให้จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด แต่ได้ความว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. มีหนี้สินและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ 1 ต้องการเลิกห้างหุ้นส่วน แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องการดำเนินกิจการต่อ จำเลยที่ 1 กับ จ.จึงถอนหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยไม่มีการถอนเงินลงหุ้นไปจริง เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัด ศ. ไม่มีเงินเหลืออยู่เลยดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถอนหุ้นจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๐

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์ ต่อมาวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยจำเลยที่ ๑ แกล้งยอมตนออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์ ให้จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนประเภทจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และให้จำเลยที่ ๓เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด โดยจำเลยทั้งสามเจตนามิให้โจทก์บังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์แล้ว จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์จะบังคับเอาได้ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๐, ๘๓ ลงโทษจำคุกคนละ ๒ ปี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ ๑เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์ โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ ๑ ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาจำเลยทั้งสามกับนายเจริญทำสัญญากันให้แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเข้าหุ้นส่วนเดิมตามที่ได้จดทะเบียนไว้ โดยให้จำเลยที่ ๑ ออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและถอนเงินลงหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วน ให้จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และนำเงินมาลงหุ้นเพิ่มอีกโดยให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยที่ ๑ ให้นายเจริญออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดโดยถอนเงินลงหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และให้รับจำเลยที่ ๓ เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดโดยนำเงินมาลงหุ้นและได้จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เห็นว่า การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดคือ จำเลยที่ ๑ แกล้งยอมตนออกจากการเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์จำเลยที่ ๒ เปลี่ยนประเภทจากหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และให้จำเลยที่ ๓ เข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดถือหุ้นของจำเลยที่ ๑ ออกขายทอดตลาดเอาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพราะนอกจากหุ้นของจำเลยที่ ๑ ในห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์แล้ว

จำเลยที่ ๑ ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะบังคับเอาได้ แต่ได้ความว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์มีหนี้สินและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยที่ ๑ ต้องการเลิกห้างหุ้นส่วน แต่จำเลยที่ ๒ จะดำเนินกิจการต่อไปจึงชักชวนจำเลยที่ ๓ มาเข้าเป็นหุ้นส่วนด้วยส่วนจำเลยที่ ๑ กับนายเจริญได้ถอนหุ้นออกจากการเป็นหุ้นส่วนโดยไม่มีการถอนเงินลงหุ้นไปจริง เพราะห้างหุ้นส่วนจำกัดศศิพาณิชย์ไม่มีเงินเหลืออยู่เลย ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ ถอนหุ้นจึงมิใช่เป็นการกระทำเพื่อมิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ · มงคล เปาอินทร์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
ศาลล่าง
ศาลแขวงเชียงใหม่ - นายธวัฒน์ชัย สุดใจศิริบูล
ศาลอุทธรณ์ - นายเสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7430/2568

จำเลยโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์พิพาท ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลปกค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 295/2567

เดิมโจทก์ใช้ชื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นชื่อคู่ความ ต่อมาแก้ฟ้องใช้ชื่อ ส. กับพวก ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนกลุ่มออมทรัพย์ฯ เป็นคู่ความแทน เมื่อกลุ่มออมทรัพย์ฯ ไม่เป็นบุคคลตาม ป.พ.พ. จึงไม่สามา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4675/2565

อุทธรณ์ข้อหนึ่งของโจทก์ร่วมโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า โจทก์ร่วมยังเป็นเจ้าหนี้จำเลยตามข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1864/2563

หนี้ของโจทก์เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยจะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จึงต้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 175/2563

จำเลยที่ 2 จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงสำนักงานแห่งใหญ่ของจำเลยที่ 1 จากเดิมเลขที่ 286 ไปอยู่ที่ใหม่ แล้วจำเลยที่ 4 จดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ 3 ขึ้นมาโดยใช้สำนักงานแห่งใหญ่เดิมของจำเลยที่ 1 เป็นที่ตั้งสำนักงาน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้