คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 298,296 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 291,021 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 291,021 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2544 ต้องไม่เกิน 7,275 บาท ตามที่โจทก์ขอกับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,500 บาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญารับประกันภัยความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการไว้จากบริษัทพัทยาปาร์ค บีช โฮเต็ล จำกัด ผู้เอาประกันภัย ซึ่งสถานที่ประกอบการของผู้เอาประกันภัยคือโรงแรมพัทยาปาร์ค บีช รีสอร์ท มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2543 ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2544 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ผู้เอาประกันภัยทำหนังสือสัญญาซื้อขายและติดตั้งลิฟต์และอะไหล่ลิฟต์กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งลิฟต์โดยสาร 1 เครื่อง ณ อาคารหลังใหม่ (ทาวเวอร์วิง) และให้จำเลยที่ 2 ติดตั้งอะไหล่ลิฟต์พร้อมปรับปรุงลิฟต์แก้ว
ณ อาคารหลังเก่า 2 เครื่อง จำเลยที่ 2 สั่งซื้อลิฟต์และอะไหล่ลิฟต์จากบริษัท พี.เจ. อินดัสตรี จำกัด โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท พี.เจ. อินดัสตรี จำกัด ให้ทำการติดตั้งลิฟต์โดยสาร 1 เครื่อง และปรับปรุงลิฟต์แก้ว 2 เครื่อง ในโรงแรมพัทยาปาร์ค บีช รีสอร์ท แทนจำเลยที่ 2 ต่อมาบริษัท พี.เจ. อินดัสตรี จำกัด ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาช่วงเพื่อติดตั้งและปรับปรุงลิฟต์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ทำการปรับปรุงลิฟต์หมายเลข 2 ก่อน เมื่อปรับปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงเปิดให้บริการลิฟต์หมายเลข 2 ในวันที่ 26 ตุลาคม 2543 และปิดลิฟต์หมายเลข 1 เพื่อทำการปรับปรุง ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2543 เวลาประมาณ 17.45 นาฬิกา
ลิฟต์หมายเลข 2 ที่เปิดใช้บริการเกิดอุบัติเหตุรูดลงมาจากประมาณชั้นที่ 4 ถึง 5 ลงมาชั้นที่ 1 สาเหตุเกิดจากมีผู้เข้ามาในลิฟต์มากเกินไป ซึ่งสวิทตช์โอเวอร์โหลดที่ทำหน้าที่ป้องกันลิฟต์บรรทุกน้ำหนักเกินเกิดขัดข้องไม่ทำงาน และระบบเบรกที่ตัวลิฟต์ทำการหนีบยึดรางลิฟต์ไว้ไม่ดีพอ ทำให้ลิฟต์รูดไหลลงมาหยุดที่ชั้น 1 เป็นเหตุให้บุคคลที่อยู่ภายในลิฟต์ได้รับบาดเจ็บ 12 คน โจทก์จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวแทนผู้เอาประกันภัยแล้ว
ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คู่ฉบับกรมธรรม์ประกันภัยไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนอ้างส่งเป็นพยานต่อศาล ขัดต่อประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ นั้น เห็นว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยมีเพียงว่า โจทก์รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยหรือไม่ เมื่อโจทก์นำสืบพยานบุคคลฟังได้แล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นภายในสถานที่ประกอบการหรือเกิดขึ้นจากการใช้สถานที่ประกอบการไว้จากบริษัทพัทยาปาร์ค บีช โฮเต็ล จำกัด ผู้เอาประกันภัย การอ้างกรมธรรม์ประกันภัยเป็นพยานจึงเป็นเพียงนำสืบประกอบพยานอื่นในประเด็นเรื่องการรับช่วงสิทธิ ไม่ได้นำสืบบังคับตามกรมธรรม์ประกันภัยโดยตรง ดังนั้น แม้กรมธรรม์ประกันภัยจะไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนอ้างส่งเป็นพยาน ก็ย่อมรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ