Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2553 (เลขอ้างอิง 508875)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยบอกเลิกสัญญาจองสิทธิการเช่าห้องพักอาศัยในอาคารชุดของจำเลยแก่โจทก์เพราะเหตุโจทก์ผิดสัญญา ทำให้สัญญาเลิกกัน คู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดตกเป็นของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรัตามมาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินสมควรศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามมาตรา 383 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินคืนได้ทั้งหมด จำเลยก็ไม่มีสิทธิริบเอาทั้งหมดเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าจากการผิดสัญญาของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับเสียหายไม่น้อยกว่าเบี้ยปรับที่รับไว้ สัญญาจองสิทธิการเช่าห้องพักอาศัยในอาคารชุดของจำเลยผูกพันเฉพาะโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับกระทบต่อผู้คนจำนวนมากที่เข้าทำสัญญากับจำเลยซึ่งต้องกำหนดไว้ในทำนองเดียวกัน จึงถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียกร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะเพิ่งยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์และจำเลยทั้งสองสำนวนคงเดิม

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าห้องในโครงการเพรสิเด้นท์เพลส ห้องเลขที่ 5 ชั้นที่ 21 และห้องเลขที่ 5 ชั้นที่ 25 กับจำเลย โดยจำเลยตกลงจะก่อสร้างอาคารที่เช่าให้แล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2540 โจทก์ตกลงชำระเงินตามสัญญาจำนวน 3,672,000 บาท และ 3,816,000 บาท หลังจากทำสัญญาโจทก์ชำระเงินแก่จำเลยไปแล้วจำนวน 1,101,600 บาท และ 1,144,800 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารไม่เสร็จตามกำหนดกลับมีหนังสือแจ้งให้โจทก์รับจดทะเบียนการเช่า หากไม่ดำเนินการถือเป็นการบอกเลิกสัญญา โจทก์โต้แย้งคัดค้านว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบห้องเช่าและจดทะเบียนสิทธิการเช่าห้องดังกล่าวเป็นเวลา 30 ปี นับแต่ส่งมอบห้องแก่โจทก์และจดทะเบียนให้คำมั่นจะให้เช่าต่อไปอีก 5 ปี

หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา พร้อมทั้งให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนครึ่งหนึ่ง ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นห้องละ 1,450,000 บาท และค่าเสียหายอีกห้องละ 50,000 บาท ต่อเดือนนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบห้องและจดทะเบียนสิทธิการเช่า โดยให้นำเงินค่าเสียหายที่โจทก์มีสิทธิได้รับจำนวนห้องละ 1,450,000 บาท ไปหักกลบลบหนี้กับเงินส่วนที่เหลือที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยตามสัญญา หากค่าเสียหายมากกว่าค่าเช่าให้จำเลยชำระในส่วนที่เกินแก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถส่งมอบห้องเช่าหรือจดทะเบียนการเช่าได้เพราะสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้หรือเพราะเหตุสุดวิสัย ให้จำเลยคืนเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาและประกันความเสียหายพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 1,307,811.16 บาท และ 1,359,096.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,101,600 บาท และ 1,144,800 บาท ตามลำดับนับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า ที่จำเลยไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2540 ตามสัญญาเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้อาคาร ซึ่งทางสำนักงานเขตปทุมวันมีคำสั่งให้หยุดการก่อสร้างเพื่อตรวจสอบความเสียหาย จำเลยได้ขออนุญาตซ่อมแซมและดัดแปลงอาคาร เมื่อได้รับอนุญาตจำเลยได้ดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขและก่อสร้างอาคารจนแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2541 ด้วยเหตุจำเป็นดังกล่าวไม่ถือเป็นความผิดของจำเลย ต่อมาจำเลยสามารถเปิดใช้อาคารได้ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2541 สามารถส่งมอบห้องให้แก่โจทก์เพื่อเข้าทำสัญญาเช่า สัญญาบริการพร้อมนำห้องพักอาศัยดังกล่าวไปจดทะเบียนการเช่าได้ แต่โจทก์ไม่เข้าทำสัญญาเช่าและเตรียมเอกสารกับเงินส่วนที่เหลือมาชำระตามสัญญาโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ได้ชำระไว้ทั้งหมดกับมีสิทธินำห้องพิพาทไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ส่วนค่าเช่าห้องพิพาทห้องละ 50,000 บาท ต่อเดือนสูงกว่าความเป็นจริงตามสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เหตุที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเพราะไม่สามารถชำระเงินค่างวดสุดท้ายตามสัญญา และต้องการได้เงินประกันและค่างวดที่ชำระไปคืนเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในสำนวนแรกจำนวน 454,720 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ในสำนวนหลังจำนวน 492,160 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงในชั้นฎีกาฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทำสัญญาจองสิทธิการเช่าห้องพักอาศัยจากจำเลยในโครงการเพรสิเด้นส์ เพลสไว้ 2 ห้อง คือห้องเลขที่ 5 ชั้นที่ 21 และห้องเลขที่ 5 ชั้นที่ 25 ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 โดยโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยไปแล้ว 1,101,600 บาท และ 1,144,800 บาท ตามลำดับ ต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบห้องพักอาศัยดังกล่าวหลายครั้งแต่โจทก์เพิกเฉย จนกระทั่งวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบห้องพักอาศัยพร้อมเข้าทำสัญญาเช่าและสัญญาบริการภายในวันที่ 25 มิถุนายน 2542 หากไม่ยอมดำเนินการภายในกำหนดจำเลยขอถือเอาหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา แต่โจทก์ก็มิได้ไปรับมอบห้องพักอาศัยและเข้าทำสัญญาอีกกลับใช้สิทธิยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นข้อแรกว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ในข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยตามกำหนดเวลาแล้ว แต่จำเลยกลับก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดไว้จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญานั้นเห็นว่า แม้ในข้อ 6 ของสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 กำหนดว่า ผู้ให้เช่าสัญญาว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารให้เสร็จประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ.2540 แต่ในข้อเดียวกันนี้ก็มีข้อความระบุไว้ด้วยว่าระยะเวลาก่อสร้างดังกล่าวอาจขยายออกไปได้ในกรณีมีเหตุจำเป็น ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารเพรสิเด้นท์

ทาวเวอร์ชั้นที่ 7 ถึงชั้นที่ 11 ซึ่งอาคารดังกล่าวมีโครงสร้างฐานรากเดียวกันกับอาคารเพรสิเด้นท์ เพลส ที่พิพาทและใช้ใบอนุญาตก่อสร้างฉบับเดียวกัน หลังเกิดเหตุสำนักงานเขตปทุมวันมีคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดใช้หรือเข้าไปมีส่วนใดๆ ในบริเวณที่เกิดเหตุเพลิงไหม้จนกว่าจะมีการตรวจสอบแก้ไขอาคารเรียบร้อยแล้ว ต่อมากรุงเทพมหานครได้ตรวจสอบและอนุญาตให้ใช้อาคารพิพาทได้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2541 ตามใบรับรองการก่อสร้างอาคารเอกสารหมาย ล.13 จำเลยจึงขออนุญาตแก้ไขดัดแปลงอาคารและเริ่มก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ การที่จำเลยไม่สามารถเข้าไปทำการก่อสร้างอาคารพิพาทในช่วงเวลาที่กรุงเทพมหานครมีคำสั่งห้ามดังกล่าว จึงเป็นเหตุจำเป็นอันสมควรที่ทำให้จำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่ประมาณไว้ในสัญญาได้

โจทก์เองก็ทราบถึงปัญหาดังกล่าวนี้และมิได้โต้แย้ง ทั้งยังชำระค่างวดให้แก่จำเลยทุกเดือนจนครบถ้วน การที่อาคารพิพาทไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2540 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากจำเลยก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จประมาณเดือนสิงหาคม 2541 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับมอบห้องพักอาศัยที่จองไว้และเข้าทำสัญญาจดทะเบียนการเช่าหลายครั้งแต่โจทก์เพิกเฉย จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์ได้ตามความในข้อ 7 ของสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยไปพร้อมกันเป็นข้อต่อไปว่า เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วหรือไม่เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อมีการบอกเลิกสัญญา จำเลยต้องคืนเงินที่โจทก์ชำระในวันจองสิทธิการเช่าซึ่งเป็นเงินช่วยค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ เนื่องจากเงินดังกล่าวโจทก์ชำระไปตั้งแต่ก่อนที่จำเลยจะลงมือก่อสร้าง นอกจากนี้ยังต้องคืนเงินที่โจทก์ผ่อนชำระไปอีก 40 งวดด้วย เนื่องจากตามสัญญาให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้า เมื่อโจทก์มิได้เข้าทำสัญญาเช่ากับจำเลยจึงไม่มีค่าเช่าที่โจทก์ต้องชำระ ส่วนจำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไว้ทั้งหมดตามวรรคท้ายของสัญญาจองสิทธิการเช่าซึ่งกำหนดไว้ว่า

โจทก์จะขอเงินดังกล่าวคืนไม่ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ นั้น เห็นว่า สัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้เช่าชำระเงินในวันทำหนังสือจองจำนวน 50,000 บาท ชำระในวันจองสิทธิการเช่าอีก 96,880 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 954,720 บาท จะชำระรวม 40 งวด งวดละ 23,868 บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2540 งวดสุดท้ายจำนวน 2,570,400 บาท ชำระในวันจดทะเบียนการเช่าและตามสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 2 ระบุว่า ผู้เช่าชำระเงินในวันทำหนังสือจองจำนวน 50,000 บาท ชำระในวันจองสิทธิการเช่าอีก 102,640 บาท ส่วนที่เหลือจำนวน 992,160 บาท จะชำระรวม 40 งวด งวดละ 24,804 บาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2537 ถึงเดือนสิงหาคม 2540 งวดสุดท้ายจำนวน 2,671,200 บาท

ชำระในวันจดทะเบียนการเช่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยในวันจองตามสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 แล้ว 146,880 บาท และ 152,640 บาท ตามลำดับ เงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนี้จึงเป็นทรัพย์สินที่โจทก์ได้ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญา เพื่อให้จำเลยยึดถือไว้เป็นการชำระหนี้บางส่วนและเป็นการประกันที่จะปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งถือว่าเป็นมัดจำมิใช่เงินช่วยค่าก่อสร้างดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนเงินที่โจทก์ยังผ่อนชำระให้แก่จำเลยหลังจากวันทำสัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 อีกสัญญาละ 40 งวด เป็นเงิน 954,720 บาท และ 992,160 บาท ตามลำดับนั้น ถือเป็นการชำระค่าเช่าล่วงหน้าตามระยะเวลาและตามอัตราที่ระบุไว้ในข้อ 3 ของสัญญา

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว สัญญาทั้งสองฉบับเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำจำนวน 146,880 บาท และ 152,640 บาท ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378 (2) ส่วนเงินที่โจทก์ชำระล่วงหน้าบางส่วนสัญญาละ 40 งวด จำนวน 954,720 บาท และ 992,160 บาท ตามลำดับนั้น แม้ข้อความตามข้อ 7 ของสัญญาจองสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 จะระบุว่า หากผู้เช่าผิดนัดการชำระเงินหรือผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่ผู้เช่าได้ชำระแล้วทั้งหมดทันทีโดยผู้เช่าไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์เพราะเหตุโจทก์ผิดสัญญาแล้วสัญญาจองสิทธิการเช่าตามเอกสารหมาย

จ.5 และ จ.6 ก็เป็นอันเลิกกัน โจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญาจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันว่าถ้าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและเมื่อจำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วให้เงินที่โจทก์ชำระมาแล้วทั้งหมดตกเป็นของจำเลยตามข้อ 7 ของสัญญาจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดเป็นจำนวนเงินตามมาตรา 379 ซึ่งถ้าสูงเกินสมควร ศาลมีอำนาจลดลงให้เหลือเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนได้ทั้งหมด และจำเลยก็ไม่มีสิทธิริบเอาทั้งหมด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าจากการผิดสัญญาของโจทก์ทำให้จำเลยได้รับเสียหายไม่น้อยกว่าเบี้ยปรับที่รับไว้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

แม้จำเลยไม่สามารถนำสืบถึงค่าเสียหายได้ชัดเจน แต่การที่โจทก์ผิดสัญญาจองสิทธิการเช่าไม่ยอมรับมอบห้องพักพร้อมชำระเงินงวดสุดท้าย อีกทั้งยังขออายัดสิทธิการเช่าห้องพักดังกล่าวไว้จนไม่สามารถนำออกให้คนอื่นเช่าได้ ย่อมทำให้จำเลยได้รับความเสียหายตามสมควร แล้วกำหนดเบี้ยปรับให้จำเลยสัญญาละ 500,000 บาท จึงเหมาะสมและชอบด้วยเหตุผลแล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องเบี้ยปรับที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่าสัญญาจองสิทธิการเช่าเป็นสัญญาทางแพ่งธรรมดา อีกทั้งโจทก์ก็ได้อ่านจนเป็นที่เข้าใจดีแล้วก่อนลงนาม ข้อตกลงที่ให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แล้วทั้งหมดในสัญญา จึงผูกพันโจทก์และจำเลยเพราะไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เมื่อโจทก์มิได้ให้การต่อสู้ไว้และเพิ่งยกเรื่องดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยนั้น เห็นว่า แม้ข้อตกลงตามสัญญาจองสิทธิการเช่าจะผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่สัญญา แต่ข้อตกลงในส่วนที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับกระทบต่อผู้คนจำนวนมากที่เข้าทำสัญญากับจำเลยซึ่งต้องกำหนดไว้ในทำนองเดียวกัน ข้อตกลงดังกล่าวจึงถือเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์จะเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจวินิจฉัยได้โดยชอบ ฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,101,600 บาท และ 1,144,800 บาท โดยโจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์จำนวน 2,246,600 บาท เป็นเงินจำนวน 56,160 บาท แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในสำนวนแรกจำนวน 454,720 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ในสำนวนหลังจำนวน 492,160 บาท ดังนั้น ทุนทรัพย์ชั้นฎีกาของโจทก์ในสำนวนแรกจำนวน 646,880 บาท และสำนวนหลังจำนวน 652,640 บาท รวมเป็นทุนทรัพย์ 1,299,520 บาท คิดเป็นเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจำนวน 32,487.50 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาทั้งสองสำนวนเป็นเงินจำนวน 56,160 บาท โจทก์จึงเสียค่าขึ้นศาลเกินมาจำนวน 23,672.50 บาท ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลียว พลวิเศษ · พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้