Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5091/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ส. ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลย โดย ส. ชำระราคารวมมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว 1,691,272 บาท คงมีหนี้ค้างชำระ 22,828 บาท ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. กับจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายแสดงความประสงค์จะเลิกสัญญาดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายยังมีความประสงค์ที่จะให้มีการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ต่อกัน ดังนี้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกัน หากบังคับฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายชำระหนี้ตอบแทนได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยมิได้มีคำขอท้ายฟ้องเสนอขอชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือให้แก่จำเลยตามสัญญาก็ตาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสี่เข้าใจว่า ส. ได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นนี้ ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาบ้านและที่ดินให้แก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของโจทก์ทั้งสี่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมของนายสนั่น ผู้ตาย จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ก่อสร้างบ้านจัดสรรขาย เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2539 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายสนั่น ปัจจุบันคือ บ้านเลขที่ 70/4 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 81865 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ในราคา 1,714,100 บาท นายสนั่นวางเงินมัดจำในวันทำสัญญา 100,000 บาท ที่เหลือตกลงกันให้นำค่าวัสดุก่อสร้างประเภทไม้ที่จำเลยจะสั่งซื้อจากนายสนั่นหักชำระราคาจนครบและจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายต่อไป

ต่อมาในปี 2540 ถึงปี 2542 จำเลยสั่งซื้อไม้จากนายสนั่นจนครบ 1,614,100 บาท หลังจากนั้นนายสนั่นถึงแก่ความตาย จำเลยไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โจทก์ทั้งสี่ทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในที่ดินโฉนดเลขที่ 81865 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย หากไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้คืนเงิน 1,714,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 70/4 หมู่ที่ 4 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ที่ดินโฉนดเลขที่ 81865 ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ค้างชำระจำนวน 22,828 บาท แก่จำเลย หากโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ให้จำเลยใช้เงิน 1,691,272 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 ธันวาคม 2549) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า นายสนั่น ผู้ตาย ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยราคา 1,714,100 บาท ชำระมัดจำในวันทำสัญญา 100,000 บาท คงค้างชำระอยู่ 1,614,100 บาท โดยจำเลยตกลงจะสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างประเภทไม้จากนายสนั่นนำเงินมาหักชำระเป็นค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจนครบตามสัญญา ตามสัญญาจะซื้อจะขายและบันทึกแนบท้ายสัญญา โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีนี้โดยอ้างว่านายสนั่นชำระเงินจำนวน 1,614,100 บาท ให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วโดยการที่จำเลยซื้อวัสดุก่อสร้างไปจากนายสนั่นดังกล่าว จำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่านายสนั่นยังชำระราคาให้แก่จำเลยไม่ครบ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่คงฟังได้อย่างมากเพียงว่า

นายสนั่นได้ชำระราคาให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงิน 1,591,272 บาท ไม่ครบจำนวนที่ค้างชำระ และเห็นว่าเมื่อโจทก์ทั้งสี่มิได้นำสืบว่าได้เสนอขอชำระค่าบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยจนครบถ้วนเสียก่อน แสดงว่าโจทก์ยังมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงในบันทึกแนบท้ายสัญญา กรณียังไม่ก่อให้โจทก์ทั้งสี่เกิดสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยตามฟ้องได้ โจทก์ทั้งสี่จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยฟังว่า นายสนั่นชำระราคารวมเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว 1,691,272 บาท คงมีหนี้ค้างชำระอีก 22,828 บาท เช่นเดียวกับศาลชั้นต้น แต่วินิจฉัยต่อไปว่า สัญญาระหว่างนายสนั่นกับจำเลยยังคงใช้บังคับได้เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดกระทำการเลิกสัญญา

เมื่อนายสนั่นถึงแก่ความตาย โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมจึงมีสิทธิรับมรดกของนายสนั่นจึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง ศาลย่อมที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่และกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาบ้านและที่ดินให้แก่จำเลยได้ แม้คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสี่มิได้ขอชำระราคาบ้านและที่ดินแก่จำเลย แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นการเกินกว่าคำขอของโจทก์ทั้งสี่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ทั้งสี่จะต้องเสนอขอชำระราคาบ้านและที่ดินพิพาทที่เหลือให้แก่จำเลยเสียก่อนหรือไม่

เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสนั่น ซึ่งทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้กับจำเลยตามสัญญาจะซื้อจะขายและบันทึกแนบท้ายสัญญา โดยอ้างว่านายสนั่นได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยให้การต่อสู้ว่า นายสนั่นยังชำระราคาไม่ครบถ้วน คดีจึงคงมีประเด็นโต้เถียงกันเฉพาะว่า มีการชำระราคากันครบถ้วนแล้วหรือไม่เท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมาว่า นายสนั่นชำระราคารวมเงินมัดจำให้แก่จำเลยแล้ว 1,691,272 บาท คงมีหนี้ค้างชำระอีกเพียง 22,828 บาท เท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายแสดงความประสงค์จะเลิกสัญญาดังกล่าวต่อกันแต่อย่างใด

แสดงให้เห็นว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายยังมีความประสงค์ที่จะให้มีการบังคับให้เป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ต่อกัน ดังนี้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทนซึ่งคู่สัญญาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ต่อกัน หากบังคับฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ตอบแทนได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ โดยไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องเสนอขอชำระราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เหลือให้แก่จำเลยตามสัญญาก็ตาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสี่เข้าใจว่านายสนั่นได้ชำระราคาให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วเช่นนี้ ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใดไม่

โจทก์ทั้งสี่จึงมีอำนาจฟ้อง และศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา โดยบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสี่ และกำหนดให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกันชำระราคาบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้ เพราะเป็นเรื่องการชำระหนี้ตามสัญญาต่างตอบแทน กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินกว่าคำขอของโจทก์ทั้งสี่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ · จินดา ปัณฑะโชติ · วันชัย ศศิโรจน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงราย - นายปกครอง เปรมดิษฐกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสุรพล เอี่ยมอธิคม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3421/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1234/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ501/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้