Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5094/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายคำขอออกหมายบังคับคดีไว้โดยละเอียดถึงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าได้มีการตกลงกันอย่างไร หากมีการผิดสัญญาจะต้องบังคับคดีกันอย่างไร ทั้งได้ระบุไว้ด้วยว่า "จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว" อันเป็นการกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ รวมถึงวิธีการที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร โจทก์บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 และโจทก์ประสงค์ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 เพียงให้เพิกถอนคำสั่งในการออกคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เนื่องจากได้มีการออกคำบังคับไว้ที่หน้าปกสำนวนในวันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมแล้วเท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้าย ให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 มาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 275 และมาตรา 276 แม้บริเวณที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงจะอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองและทำเพื่อเป็นทางเข้าออกบริเวณบ้านของตนก็ตาม แต่เมื่อรั้วกำแพงดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงดังกล่าวจึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของโจทก์ สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 5 ระบุให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้าน มีความหมายแต่เพียงว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองตามที่สร้างไว้เดิมเท่านั้น มิได้หมายความถึงขนาดให้จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ ในขณะที่มีทางเข้าออกเดิมอยู่แล้วแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าว จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โจทก์มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรและหลาน คือนายชาคริต นายวิชิตพงษ์ เด็กชายกันต์ธีร์ เด็กหญิงวรลักษณ์ และเด็กชายกันตภณ มีสิทธิอาศัยบนที่ดินโฉนดเลขที่ 37985 เนื้อที่ 47 ตารางวา ซึ่งจำเลยทั้งสองปลูกบ้านเลขที่ 277 จนกว่าจะถึงแก่ความตายโดยความยินยอมของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานดังกล่าวจะไม่ก่อความเดือนร้อนรำคาญและไม่ดูหมิ่นโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกับโจทก์ ก่อความวุ่นวายต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของโจทก์ รวมทั้งไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความหากจำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าผิดนัด

ผิดสัญญา จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง คือบ้านเลขที่ 277 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันผิดสัญญาเป็นต้นไปโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสองเองทั้งสิ้น ในระหว่างสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์หรือทายาทจะไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 37985 ให้แก่บุคคลอื่นและจำเลยทั้งสองยอมถอนฟ้องแย้งในคดีนี้ให้ออกจากสารบบความ รวมทั้งให้จำเลยทั้งสองมีสิทธิสร้างทางเข้าออกบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้าน คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยอ้างว่า จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้เพิกถอนหมายบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายบังคับคดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้มีการบังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลให้บังคับคดีโดยระบุให้ชัดแจ้งซึ่ง (1) หนี้ที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ (2) วิธีการที่ขอให้ศาลบังคับคดีนั้น เมื่อพิจารณาคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้บรรยายคำขอไว้โดยละเอียดถึงข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าได้มีการตกลงกันอย่างไร หากมีการผิดสัญญาจะต้องบังคับคดีกันอย่างไร

อันเป็นการกล่าวถึงคำพิพากษาที่จะขอให้มีการบังคับคดี หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องปฏิบัติตามคำบังคับ รวมถึงวิธีการที่โจทก์จะขอให้บังคับคดีแล้ว ทั้งโจทก์ได้ระบุไว้ในคำขอออกหมายบังคับคดีด้วยว่า "จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว" ส่วนข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร ก็ปรากฏตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ซึ่งโจทก์บรรยายไว้โดยละเอียดแล้วว่าจำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างไร และโจทก์ประสงค์ให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว อันเป็นข้อเท็จจริงในสำนวนที่ศาลชั้นต้นสามารถนำมาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีได้

ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งยกคำขอออกคำบังคับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 คงมีคำสั่งเพียงให้เพิกถอนคำสั่งในการออกคำบังคับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2563 เนื่องจากได้มีการออกคำบังคับไว้ที่หน้าปกสำนวนในวันที่อ่านคำพิพากษาตามยอมแล้วเท่านั้น ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่งตอนท้าย ให้อำนาจศาลในการมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคำขอออกคำบังคับของโจทก์ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2563 มาประกอบการพิจารณาทำคำสั่งในการออกหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 275 และมาตรา 276 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า

จำเลยทั้งสองผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุว่า จำเลยทั้งสองพร้อมบุตรหลานตามข้อ 1 จะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญและไม่ดูหมิ่นโจทก์และบุคคลที่อาศัยอยู่ร่วมกับโจทก์ ก่อความวุ่นวายต่อความเป็นอยู่โดยปกติสุขของโจทก์ รวมทั้งไม่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของโจทก์นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ ซึ่งได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามว่า เดิมจำเลยที่ 1 ใช้ทางเข้าออกบริเวณข้างบ้าน แต่การใช้ทางดังกล่าวไม่สะดวกเนื่องจากต้องผ่านหญ้ารก จำเลยที่ 1 จึงทุบรั้วกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกบ้านของจำเลยทั้งสอง ซึ่งแต่เดิมมีการทุบกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกอยู่แล้ว แต่เนื่องจากที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีผู้ป่วย จึงต้องทุบรั้วกำแพงเพื่อทำทางเข้าออกบ้านของจำเลยทั้งสองให้กว้างขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองซักถามว่า

เดิมจำเลยที่ 2 เข้าออกทางป่าบริเวณข้างบ้าน ต่อมาได้เจาะกำแพงบริเวณหลังห้องครัวเพื่อทำทางเข้าออกหลังบ้าน โดยแต่เดิมเจาะเพียง 1 ช่อง ต่อมาที่บ้านของจำเลยทั้งสองมีผู้ป่วยอัมพาตจึงเจาะกำแพงให้กว้างขึ้นเป็นประตูที่ 2 โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยืนยันว่า จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติม หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความคดีนี้แล้ว และโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2563 ซึ่งหากมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายหลังที่มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ถึง 2 ปี

เชื่อว่าจำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์ในวันที่ 24 กันยายน 2563 แม้บริเวณที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงจะอยู่ในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองและทำเพื่อเป็นทางเข้าออกบริเวณบ้านของตนก็ตาม แต่เมื่อรั้วกำแพงดังกล่าวเป็นของโจทก์ การที่จำเลยทั้งสองทุบรั้วกำแพงดังกล่าวจึงเป็นการทำลายทรัพย์สินของโจทก์ และแม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ระบุให้ จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณที่ดินของโจทก์ได้โดยโจทก์ไม่คัดค้านก็มีความหมายแต่เพียงว่า โจทก์อนุญาตให้จำเลยทั้งสองสร้างทางเข้าออกในบริเวณบ้านของจำเลยทั้งสองตามที่สร้างไว้เดิมเท่านั้น มิได้หมายความถึงขนาดให้จำเลยทั้งสองทุบกำแพงรั้วของโจทก์เพื่อสร้างทางเข้าออกเพิ่มเติมไปเรื่อย

ๆ ในขณะที่จำเลยทั้งสองมีทางเข้าออกเดิมอยู่แล้วแต่อย่างใด พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ทำลายทรัพย์สินของโจทก์ภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 โจทก์มีสิทธิขอให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธนิต รัตนะผล · วิธูร คลองมีคุณ · สมชาย อุดมศรีสำราญ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นางสาวโสมอรุณ กาญจนไพหาร เที่ยงธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุเมธ สุระคำแหง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.642/2565
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568

การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2185/2566

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้มีการบังคั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2561

สภาพแห่งการบังคับคดีที่จะบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมก็ดี หรือชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองก็ดี มิใช่เรื่องที่เปิดช่องให้ทำได้โดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงไม่อาจร้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2561

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8767/2560

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 ได้บัญญัติไว้ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้