Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2553 (เลขอ้างอิง 511604)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 83, 343 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินประกันการทำงานที่จำเลยทั้งสองได้จากการหลอกลวงคืนแก่ผู้เสียหายทั้ง 16 คน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองคืนเงินประกันการทำงานให้แก่ผู้เสียหายเพียง 1 คน ที่ยังไม่ได้รับเงินคืนและมาเบิกความต่อศาล คำขออื่นให้ยก เมื่อโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคำขอส่วนนี้ ประเด็นตามคำขอจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินเต็มจำนวนตามคำขอท้ายฟ้องให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 16 คน จึงไม่ชอบ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,037,475.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 903,311.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของจำเลย จำเลยต้องชำระเงิน 903,311.34 บาท ในฐานะลาภมิควรได้พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า แม้การจดจำนองที่ดินจะกระทำภายหลังที่มีการประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางเอกสาร แต่ประกาศมิได้ยกเลิกสิทธิครอบครองในที่ดิน การยึดและการขายทอดตลาดจึงชอบด้วยกฎหมาย เมื่อโจทก์นำที่ดินไปรังวัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเอกสารสิทธิจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไปเป็นโฉนดที่ดิน แต่ไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่โจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์มาจากการขายทอดตลาด โจทก์ชอบที่จะเรียกร้องเอาแก่แขวงการทางนครพนม

กรมทางหลวง ตามสิทธิของโจทก์ที่สืบต่อจากนางบังอรโดยตรง จำเลยไม่ต้องคืนเงินให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 65 ที่ดินที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางโดยชอบได้นั้น จะต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครอง แต่ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง สงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทาง ในตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2535 ที่ประกาศสงวนที่ดินริมทางหลวงหมายเลข 22 ตอนคอสะพานห้วยฮู่เม่น เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ซึ่งรังวัดแล้วมีเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.)

เลขที่ 2305 เนื้อที่ 35 ไร่ 2 งาน 87 ตารางวา ซึ่งออก ณ วันที่ 5 กรกฎาคม 2522 ก่อนวันออกประกาศกระทรวงคมนาคมกว่า 13 ปี จึงยังมีข้อแย้งกันอยู่ว่า ที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา ดังกล่าว ที่ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางนั้นเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลเข้าครอบครองอันจะเข้าหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจที่จะออกประกาศสงวนที่ดินเพื่อประโยชน์แก่งานทางได้หรือไม่ ในชั้นนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ที่ดินเนื้อที่ 10 ไร่ 33 ตารางวา อันเป็นส่วนหนึ่งของที่ดิน (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2305 เป็นที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จะโอนขายให้แก่กันมิได้ตามกฎหมายอันจะเป็นผลให้การขายทอดตลาดที่ดินส่วนนี้ตกเป็นโมฆะ

ดังนั้น การขายทอดตลาดที่ดินส่วนนี้ยังไม่เสียไป โจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมได้สิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 ไปทั้งแปลง ซึ่งก็ได้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 ทั้งแปลงให้แก่โจทก์แล้ว และตามสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จากการขายทอดตลาดที่โจทก์ทำกับเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น ข้อ 4 ของสัญญาระบุไว้ว่า "เป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่ากรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินรายนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขายได้มากน้อยเพียงใด ข้าพเจ้ารับซื้อไว้เท่านั้น การกำหนดเขตที่ดินโดยกว้างยาวและการบอกประเภทที่ดินตามประกาศขายทอดตลาดนั้น เป็นแต่กล่าวไว้โดยประมาณ

ถึงแม้ว่าเนื้อที่ดินจะขาดหรือเกินไปหรือบอกประเภทของที่ดินผิดไปประการใดก็ดี ไม่ถือว่าเป็นข้อที่จะทำลายสัญญาซื้อขายนี้ได้" ดังนั้นแม้แขวงการทางนครพนมจะคัดค้านการที่โจทก์ขอนำรังวัดออกโฉนดที่ดินแทน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 โดยอ้างว่าล้ำที่ดินสงวนเพื่อประโยชน์แก่งานทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ขอสงวนไว้นั้น ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดและได้รับโอนสิทธิในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 มาแล้วทั้งแปลงต้องต่อสู้กับกรมทางหลวงหรือกระทรวงคมนาคมต่อไป เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ เงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มาจากการขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2305 จำนวน 3,200,000 บาท

จากโจทก์แล้วจ่ายให้แก่จำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 2,946,247 บาท ตามใบคำขอรับเงินถูกต้องตามขั้นตอนของการบังคับคดีในทางแพ่ง ไม่มีเงินส่วนใดที่จะถือได้ว่าเป็นเงินที่จำเลยรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันจะทำให้จำเลยต้องคืนให้แก่โจทก์ในฐานที่เป็นลาภมิควรได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในประเด็นเรื่องอายุความเพราะไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.5663/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1936/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3188/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 324/2568

เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาท มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยสำหรับความผิดข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีอำนาจเข้าร่วมเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2585/2568

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง บัญญัติว่า คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน ด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้