Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยรับโอนเงินจาก ส. โดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่ ท. ขายให้ ส. แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของ ท. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับ ท. หรือ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของ ท. เท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับ ท. เพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับ ท. หรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับ ท. เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ท. แต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8

เนื้อความคำพิพากษา

จำเลยรับโอนเงินจาก ส. โดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่ ท. ขายให้ ส. แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของ ท. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิด

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1641/2563
แหล่งที่มา
ของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับ ท. หรือ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของ ท. เท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับ ท. เพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับ ท. หรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับ ท. เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ท. แต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสิทธิเดชได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด ชนิดผงสีส้ม และชนิดเกล็ดสีขาวรวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 42.014 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 4 ใบ โดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน 1 ใบ เป็นของกลาง นายสิทธิเดชให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในราคา 65,000 บาท จากนายทศพล โดยนายทศพลให้นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีและโอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวยุวดี นายสิทธิเดชจึงได้โอนเงินดังกล่าวผ่านตู้ฝากเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้อย แล้วแจ้งการโอนให้นายทศพลทราบ จากนั้นนายทศพลนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ริมถนนเลียบคลองหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้นายสิทธิเดชมารับไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยนำสืบรับว่า บัญชีเงินฝากที่นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาทให้นั้น เป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยได้ถอนเงินดังกล่าว 8,000 บาทออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นเงินซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและไม่ทราบว่าใครโอนมา คงเข้าใจว่าเป็นเงินค่าแชร์นั้น ได้ความว่า เมื่อดูย้อนหลัง 6 เดือน ก่อนนายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวของจำเลย ยอดเงินที่โอนหรือฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยส่วนมากจะเป็นหลักร้อยบาท และมีหลักพันบาทซึ่งไม่เกิน 4,000 บาท อยู่บ้างเป็นระยะ ๆ ส่วนที่เกิน 4,000 บาท มีเพียง 14 ครั้ง และส่วนใหญ่แต่ละครั้งห่างกันหลายวัน โดยครั้งล่าสุดห่างจากวันที่นายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีนี้ของจำเลยถึง 21 วัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าใจว่าเงินที่นายสิทธิเดชโอนมานั้นเป็นเงินค่าแชร์ เพราะจำนวนเงินไม่เป็นไปตามปกติที่มีการฝากและโอนซึ่งเป็นหลักร้อยบาทและพันบาทต้น ๆ ทั้งจำเลยได้ใช้ระบบแจ้งเตือนการเข้าและออกของเงินในบัญชีไว้กับธนาคารผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงทราบในทันทีที่มีเงินดังกล่าวโอนเข้ามา การที่จำเลยรีบถอนเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 8,000 บาท ออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้นแสดงว่าจำเลยน่าจะทราบถึงที่มาของเงินนั้นจึงมิได้ติดใจสงสัยหรือตรวจสอบที่มาก่อน โดยเฉพาะจำเลยรับว่าเคยคบหากับนายทศพลอย่างคนรักและไม่รู้จักนายสิทธิเดชจึงเชื่อว่านายทศพลเป็นผู้มอบหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยให้นายสิทธิเดชและแจ้งให้นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งให้จำเลย เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ถึงการขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพลก็ไม่มีเหตุผลที่นายทศพลจะให้นายสิทธิเดชเป็นผู้โอนเงินให้จำเลยโดยตรง เพราะอาจทำให้จำเลยต้องมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดหรือรู้ถึงการกระทำความผิดของนายทศพลซึ่งปกติควรเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของตน ยิ่งกว่านั้นได้ความจากนายสิทธิเดชพยานจำเลยรับว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสิทธิเดชที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง มีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบันทึกไว้ด้วย โดยระบุชื่อว่า "เจ้โจ" ซึ่ง "โจ" คือชื่อเล่นของนายทศพล อันแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าได้เลิกคบหากับนายทศพลมาเป็นปีแล้ว จึงรับฟังไม่ขึ้น นอกจากที่นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยแล้ว ยังปรากฏว่าในเวลาเดียวกันนายสิทธิเดชได้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวยุวดีอีก 20,000 บาท และปรากฏว่าระหว่างจำเลยกับนางสาวยุวดีก็มีการโอนเงินไปมาระหว่างกันเป็นระยะ ๆ ในช่วงก่อนเกิดเหตุคดีนี้อันส่อแสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการรับโอนเงินจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยให้นางสาวยุวดียืมเงินนั้น เป็นการอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์ที่กระทำระหว่างกัน รับฟังไม่ได้ คดียังได้ความอีกว่า ในการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบอีก 29 รายการ มีทั้งสร้อยข้อมือ แหวน สร้อยคอ พระเลี่ยมกรอบซึ่งแม้ระบุว่าลักษณะคล้ายทองคำเพราะยังต้องมีการตรวจสอบก่อน แต่มีเหตุให้น่าเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทองคำเพราะมีการเก็บมิดชิดในตู้เซฟเช่นเดียวกับการเก็บรักษาของมีราคาสูงทั่วไป ทั้งยังมีทรัพย์สินอื่นอีกได้แก่ กล้องถ่ายรูป 3 กล้อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน โดยเฉพาะมีเงินสดอีกรวม 379,000 บาท เก็บในบ้านด้วย ซึ่งล้วนเป็นของมีค่าราคาสูง ในขณะที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่งใด ๆ ที่สามารถซื้อหาทรัพย์สินดังกล่าวมาได้ ที่จำเลยอ้างว่าทำธุรกิจแชร์ออนไลน์และขายของออนไลน์ก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุน รับฟังไม่ได้ และที่อ้างว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของบิดามารดาของจำเลย ก็ปรากฏว่าบิดามารดาของจำเลยประกอบอาชีพทำนาโดยเช่านาผู้อื่นทำ ที่อ้างว่าได้ค่าขายข้าวตามใบชั่งน้ำหนักและรับเงินค่าข้าวก็ปรากฏว่าในแต่ละรอบการขายข้าวซึ่งห่างกันหลายเดือนก็ได้เงินอย่างมากเพียง 100,000 บาทเศษ และที่อ้างว่าบิดามารดาของจำเลยมีอาชีพรับจ้างจัดสวนด้วย ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงลักษณะตัดหญ้าตกแต่งต้นไม้เล็กน้อย ไม่ใช่กิจการใหญ่โตที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก การที่บิดามารดาของจำเลยจะเก็บเงินจำนวนมากถึง 300,000 บาทเศษ ไว้ที่บ้านโดยไม่นำฝากธนาคารทั้งนี้บิดามารดาของจำเลยก็มีบัญชีเงินฝากธนาคารจึงไม่มีเหตุควรรับฟัง การเก็บเงินไว้เช่นนี้จึงส่อไปในทางไม่สุจริตหรือเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยรับโอนเงินจากนายสิทธิเดชโดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่นายทศพลขายให้นายสิทธิเดช แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของนายทศพล อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา5 (1) ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับนายทศพลหรือนายสิทธิเดชในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของนายทศพลดังวินิจฉัยมาแล้วเท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับนายทศพลเพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิด อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับนายทศพลหรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับนายทศพล เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายทศพลแต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2563พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์นางสาว น.จำเลย ป.อ. ม. 83 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5 (1) พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 6 (1), ม. 8 จำเลยรับโอนเงินจาก ส. โดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่ ท. ขายให้ ส. แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของ ท. อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับ ท. หรือ ส. ในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของ ท. เท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับ ท. เพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับ ท. หรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับ ท. เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ท. แต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 6, 8, 14 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3, 5, 7, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสิทธิเดชได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนชนิดเม็ด ชนิดผงสีส้ม และชนิดเกล็ดสีขาวรวมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 42.014 กรัม โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง และสลิปการโอนเงิน 4 ใบ โดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้รับโอน 1 ใบ เป็นของกลาง นายสิทธิเดชให้การว่า ซื้อเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ในราคา 65,000 บาท จากนายทศพล โดยนายทศพลให้นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชีและโอนเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางสาวยุวดี นายสิทธิเดชจึงได้โอนเงินดังกล่าวผ่านตู้ฝากเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวังน้อย แล้วแจ้งการโอนให้นายทศพลทราบ จากนั้นนายทศพลนำเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวไปวางไว้ที่ริมถนนเลียบคลองหก จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้นายสิทธิเดชมารับไป ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยนำสืบรับว่า บัญชีเงินฝากที่นายสิทธิเดชโอนเงิน 9,000 บาทให้นั้น เป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยและจำเลยได้ถอนเงินดังกล่าว 8,000 บาทออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้น แต่จำเลยไม่ทราบว่าเป็นเงินซื้อขายเมทแอมเฟตามีนและไม่ทราบว่าใครโอนมา คงเข้าใจว่าเป็นเงินค่าแชร์นั้น ได้ความว่า เมื่อดูย้อนหลัง 6 เดือน ก่อนนายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวของจำเลย ยอดเงินที่โอนหรือฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยส่วนมากจะเป็นหลักร้อยบาท และมีหลักพันบาทซึ่งไม่เกิน 4,000 บาท อยู่บ้างเป็นระยะ ๆ ส่วนที่เกิน 4,000 บาท มีเพียง 14 ครั้ง และส่วนใหญ่แต่ละครั้งห่างกันหลายวัน โดยครั้งล่าสุดห่างจากวันที่นายสิทธิเดชโอนเงินเข้าบัญชีนี้ของจำเลยถึง 21 วัน จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะเข้าใจว่าเงินที่นายสิทธิเดชโอนมานั้นเป็นเงินค่าแชร์ เพราะจำนวนเงินไม่เป็นไปตามปกติที่มีการฝากและโอนซึ่งเป็นหลักร้อยบาทและพันบาทต้น ๆ ทั้งจำเลยได้ใช้ระบบแจ้งเตือนการเข้าและออกของเงินในบัญชีไว้กับธนาคารผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงทราบในทันทีที่มีเงินดังกล่าวโอนเข้ามา การที่จำเลยรีบถอนเงินส่วนหนึ่ง จำนวน 8,000 บาท ออกจากบัญชีในวันรุ่งขึ้นแสดงว่าจำเลยน่าจะทราบถึงที่มาของเงินนั้นจึงมิได้ติดใจสงสัยหรือตรวจสอบที่มาก่อน โดยเฉพาะจำเลยรับว่าเคยคบหากับนายทศพลอย่างคนรักและไม่รู้จักนายสิทธิเดชจึงเชื่อว่านายทศพลเป็นผู้มอบหมายเลขบัญชีเงินฝากของจำเลยให้นายสิทธิเดชและแจ้งให้นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนส่วนหนึ่งให้จำเลย เพราะหากจำเลยไม่มีส่วนรับรู้ถึงการขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพลก็ไม่มีเหตุผลที่นายทศพลจะให้นายสิทธิเดชเป็นผู้โอนเงินให้จำเลยโดยตรง เพราะอาจทำให้จำเลยต้องมีส่วนพัวพันในการกระทำความผิดหรือรู้ถึงการกระทำความผิดของนายทศพลซึ่งปกติควรเก็บเป็นความลับเพื่อความปลอดภัยของตน ยิ่งกว่านั้นได้ความจากนายสิทธิเดชพยานจำเลยรับว่า ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสิทธิเดชที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดเป็นของกลาง มีหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยบันทึกไว้ด้วย โดยระบุชื่อว่า "เจ้โจ" ซึ่ง "โจ" คือชื่อเล่นของนายทศพล อันแสดงว่าจำเลยมีความสัมพันธ์เป็นคนรักหรือคนใกล้ชิดของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าได้เลิกคบหากับนายทศพลมาเป็นปีแล้ว จึงรับฟังไม่ขึ้น นอกจากที่นายสิทธิเดชโอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้จำเลยแล้ว ยังปรากฏว่าในเวลาเดียวกันนายสิทธิเดชได้โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนให้นางสาวยุวดีอีก 20,000 บาท และปรากฏว่าระหว่างจำเลยกับนางสาวยุวดีก็มีการโอนเงินไปมาระหว่างกันเป็นระยะ ๆ ในช่วงก่อนเกิดเหตุคดีนี้อันส่อแสดงว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการรับโอนเงินจากการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของนายทศพล ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยให้นางสาวยุวดียืมเงินนั้น เป็นการอ้างลอย ๆ ขัดกับพฤติการณ์ที่กระทำระหว่างกัน รับฟังไม่ได้ คดียังได้ความอีกว่า ในการเข้าตรวจค้นจับกุมจำเลย เจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบอีก 29 รายการ มีทั้งสร้อยข้อมือ แหวน สร้อยคอ พระเลี่ยมกรอบซึ่งแม้ระบุว่าลักษณะคล้ายทองคำเพราะยังต้องมีการตรวจสอบก่อน แต่มีเหตุให้น่าเชื่อว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทองคำเพราะมีการเก็บมิดชิดในตู้เซฟเช่นเดียวกับการเก็บรักษาของมีราคาสูงทั่วไป ทั้งยังมีทรัพย์สินอื่นอีกได้แก่ กล้องถ่ายรูป 3 กล้อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟน 2 เครื่อง รถยนต์ 1 คัน โดยเฉพาะมีเงินสดอีกรวม 379,000 บาท เก็บในบ้านด้วย ซึ่งล้วนเป็นของมีค่าราคาสูง ในขณะที่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่งใด ๆ ที่สามารถซื้อหาทรัพย์สินดังกล่าวมาได้ ที่จำเลยอ้างว่าทำธุรกิจแชร์ออนไลน์และขายของออนไลน์ก็ไม่มีหลักฐานสนับสนุน รับฟังไม่ได้ และที่อ้างว่าเงินสดดังกล่าวเป็นของบิดามารดาของจำเลย ก็ปรากฏว่าบิดามารดาของจำเลยประกอบอาชีพทำนาโดยเช่านาผู้อื่นทำ ที่อ้างว่าได้ค่าขายข้าวตามใบชั่งน้ำหนักและรับเงินค่าข้าวก็ปรากฏว่าในแต่ละรอบการขายข้าวซึ่งห่างกันหลายเดือนก็ได้เงินอย่างมากเพียง 100,000 บาทเศษ และที่อ้างว่าบิดามารดาของจำเลยมีอาชีพรับจ้างจัดสวนด้วย ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงลักษณะตัดหญ้าตกแต่งต้นไม้เล็กน้อย ไม่ใช่กิจการใหญ่โตที่ใช้เงินทุนจำนวนมาก การที่บิดามารดาของจำเลยจะเก็บเงินจำนวนมากถึง 300,000 บาทเศษ ไว้ที่บ้านโดยไม่นำฝากธนาคารทั้งนี้บิดามารดาของจำเลยก็มีบัญชีเงินฝากธนาคารจึงไม่มีเหตุควรรับฟัง การเก็บเงินไว้เช่นนี้จึงส่อไปในทางไม่สุจริตหรือเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพฤติการณ์แห่งคดีดังวินิจฉัยมาประกอบกับพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยรับโอนเงินจากนายสิทธิเดชโดยรู้ว่าเป็นค่าเมทแอมเฟตามีนที่นายทศพลขายให้นายสิทธิเดช แล้วจำเลยถอนเงินดังกล่าวไปจากบัญชีเงินฝากเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดของนายทศพล อันเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนหรือขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 (1) ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น และเป็นการรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา5 (1) ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยสมคบหรือตกลงกับนายทศพลหรือนายสิทธิเดชในการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงฟังได้ว่าจำเลยสนับสนุนการกระทำความผิดของนายทศพลดังวินิจฉัยมาแล้วเท่านั้น ซึ่งการสนับสนุนนี้ไม่ถือเป็นการสมคบหรือตกลงกับนายทศพลเพื่อกระทำความผิด เพราะจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกระทำความผิด อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกับนายทศพลหรืออยู่ในฐานะอันเป็นผู้กระทำความผิดโดยตรงกับนายทศพล เช่นเป็นผู้ตกลงซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายทศพลแต่อย่างใด กรณีของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 8 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 66 วรรคสาม ฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1), 60 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก (สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์-อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ-จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล)ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายณัฐวุฒิ มังกรกิ่งศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูลแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้