Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5137/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์กับ พ. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2514ที่ดินตามฟ้อง พ. ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรส ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินเดิมของ พ. ต่อมาเมื่อใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 แล้วที่ดินนั้นย่อมเป็นสินส่วนตัวของ พ. ตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง พ. จึงมีอำนาจทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามฟ้องได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ให้พ. ทำนิติกรรมเป็นเหตุให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 121 แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องทั้งสองเหตุรวมกันมาก็ไม่เคลือบคลุมเพราะเหตุทั้งสองคือการใช้อุบายหลอกลวง กับการขู่เข็ญอาจเกิดพร้อม ๆ กันได้ ส่วนการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ จำเลยกระทำอย่างไรเป็นรายละเอียดที่นำสืบในชั้นพิจารณาได้ พ. ทำสัญญาขายที่ดินให้จำเลยในขณะสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์และนิติกรรมดังกล่าวเกิดจากกลฉ้อฉลหรือการใช้อุบายหลอกลวงของจำเลย ย่อมเป็นโมฆียะ โจทก์ในฐานะทายาทของ พ. ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 การบอกล้างโมฆียะกรรมไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ การมอบอำนาจให้บอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อบอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว นิติกรรมการซื้อขายตกเป็นโมฆะในการนี้ให้ผู้เป็นคู่กรณีได้กลับคืนยังฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 วรรคสาม จำเลยจึงต้องโอนที่ดินกลับคืนให้แก่ทายาทของ พ. โดยผลของกฎหมาย และมิใช่เป็นการคืนโดยการเลิกสัญญา โจทก์จึงมิต้องเสนอคืนราคาที่ดินที่ พ.ได้รับไป.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 121 ป.พ.พ. มาตรา 137 ป.พ.พ. มาตรา 138 ป.พ.พ. มาตรา 391 ป.พ.พ. มาตรา 798 ป.พ.พ. มาตรา 1073 ป.วิ.พ. มาตรา 172 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีโจทก์ชอบด้วยกฎหมายของนางพรรณีภูมมาฤทธิ์ ก่อนตายนางพรรณี ได้จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย และขณะขายนางพรรณี ป่วยเป็นโรคทางระบบประสาทขาดสติสัมปชัญญะ จึงถูกจำเลยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญแล้วจำเลยได้นำที่ดินไปให้บุคคลอื่นเช่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความบอกล้างนิติกรรมไปยังจำเลยแล้ว ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายเป็นโมฆะ ให้จำเลยโอนที่ดินคืนโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และคืนเงินค่าเช่า ๒๒,๐๐๐ บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่พิพาทเป็นสินส่วนตัวของนางพรรณี ขณะทำสัญญานางพรรณี มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี จำเลยไม่ได้ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญนางพรรณี การบอกล้างโมฆียะกรรมไม่ชอบ และโจทก์ไม่ได้เสนอคืนเงินที่ นางพรรณีได้รับไป โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์กับนางพรรณี ภูมมาฤทธิ์ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๔ที่ดินตามฟ้องนางพรรณี ได้รับการยกให้จากมารดาก่อนสมรสกับโจทก์นางพรรณี ได้จดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยซึ่งเป็นพี่เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๗ โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม นางพรรณีถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๒๗ ต่อมาโจทก์ซึ่งไปทำงานอยู่ต่างประเทศทราบเรื่อง จึงกลับมาและได้บอกล้างสัญญาซื้อขายดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๒๘

พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องว่าสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับนางพรรณี เป็นโมฆียะด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ประการแรก นางพรรณี ทำสัญญาดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ ประการที่สอง จำเลยใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญ ให้นางพรรณี ทำสัญญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินตามฟ้องนางพรรณี ได้มาก่อนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินเดิมของนางพรรณี ต่อมาเมื่อใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ตรวจชำระใหม่พ.ศ. ๒๕๑๙ แล้ว ที่ดินตามฟ้องย่อมเป็นสินส่วนตัวของนางพรรณีตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙มาตรา ๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

"บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้แต่ให้ถือว่าสินเดิมตามบทบัญญัติพรรบ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมของฝ่ายใดเป็นสินส่วนตัวตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ของฝ่ายนั้น" เมื่อสินเดิมของนางพรรณี เปลี่ยนมาเป็นสินส่วนตัวตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ นางพรรณี จึงมีอำนาจทำสัญญาซื้อขายที่ดินตามฟ้องโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยกับนางพรรณีเป็นโมฆียะเพราะจำเลยใช้อุบาย หลอกลวง ขู่เข็ญ ให้นางพรรณีทำสัญญาดังกล่าวหรือไม่ ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยเสียเองตามพยานหลักฐานในสำนวนโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ในปัญหาข้อนี้จำเลยให้การตัดฟ้องของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ข้อนี้เคลือบคลุม ซึ่งเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยจากคำฟ้องของโจทก์ จึงเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ก่อน โจทก์บรรยายฟ้องว่า ขณะทำนิติกรรมตามฟ้อง นางพรรณี ป่วยเป็นโรคทางระบบประสาท ขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถรู้สึกผิดชอบอย่างเช่นบุคคลธรรมดาทั่ว ๆ ไป จำเลยได้ใช้อุบายหลอกลวง

ขู่เข็ญให้นางพรรณี ทำนิติกรรม นั้น ก็เป็นการเพียงพอที่ทำให้เข้าใจแล้วว่า สาเหตุที่ นางพรรณีทำนิติกรรมก็เนื่องจากไม่สามารถรู้สึกผิดชอบอย่างบุคคลธรรมดา ประกอบกับการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญของจำเลย ทำให้การแสดงเจตนาของนางพรรณี ไม่สมบูรณ์ เป็นเหตุให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๑แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องทั้งสองเหตุรวมกันมาก็ไม่เคลือบคลุมเพราะเหตุทั้งสองคือการใช้อุบายหลอกลวง กับการขู่เข็ญอาจเกิดพร้อม ๆกันได้ ส่วนการใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ จำเลยกระทำอย่างไร เป็นรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นางพรรณี ทำนิติกรรมตามฟ้องในขณะสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์

การที่จำเลยปกปิดความจริงกับนายชัยวัฒน์ และนายไชยพรรณว่าจะพานางพรรณี ไปเที่ยว แต่กลับพาไปจดทะเบียนทำนิติกรรมตามฟ้อง ก็เพียงพอที่ทำให้ฟังได้แล้วว่านิติกรรมดังกล่าวเกิดจากการฉ้อฉลหรือการใช้อุบายหลอกลวงของจำเลยย่อมเป็นโมฆียะ โจทก์ในฐานะทายาทของนางพรรณี ย่อมมีสิทธิบอกล่างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสมเจตน์ ปานกลาง บอกล้างนิติกรรมนี้แล้ว ดังนั้นนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามฟ้องระหว่างจำเลยกับนางพรรณี จึงตกเป็นโมฆะ การบอกล้างโมฆียะกรรมไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือ การมอบอำนาจให้บอกล้างโมฆียะกรรมจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือ และเมื่อนิติกรรมการซื้อขายตกเป็นโมฆะ ในการนี้ให้ผู้เป็นคู่กรณีได้กลับคืนยังฐานะเดิม ตามมาตรา ๑๓๘ วรรคสามดังนั้นจำเลยต้องโอนที่ดินกลับคืนให้แก่ทายาทของนางพรรณี โดยผลของกฎหมาย ซึ่งมิใช่เป็นการคืนโดยการเลิกสัญญา ที่จำเลยอ้างว่าใบมอบอำนาจให้บอกล้างนิติกรรมไม่ถูกต้องและโจทก์มิได้เสนอคืนราคาที่ดินที่ นางพรรณีได้รับไปจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการซื้อขายที่ดินตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร ทองประยูร · เจริญ นิลเอสงฆ์ · ก้าน อันนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3237/2527

มาตรา 137 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 8 ) พ.ศ.2519 มาตรา 4 สามีไม่มีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมที่ภรรยาเป็นผู้กระทำไว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1569/2519

การที่โจทก์ปกปิดความจริงโดยนิ่งเสียไม่ไขข้อความจริงที่ควรแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าภรรยาและญาติของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ว่าความไว้แล้วเป็นเงิน 10,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 1 หลงเข้าใจผิดว่ายังไม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 774/2559

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยรับประกันภัยรถยนต์ซึ่ง ช. ผู้เป็นเจ้าของเอาประกันภัยไว้กับจำเลย ช. ขับรถยนต์ด้วยความประมาทชนกับรถยนต์ของโจทก์จนได้รับความเสียหาย โจทก์ติดต่อจำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5196/2548

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายและพัฒนาที่ดินกับจำเลย โจทก์ผ่อนชำระเงินดาวน์แก่จำเลยครบถ้วนตามสัญญาและต่อมาจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมทั้งให้นำเงินที่เหลือไปชำระ แสดงว่าจำเลยได้ยืน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2546

โจทก์ทำคำเสนอทางโทรสารขอจองห้องพักระหว่างวันที่ 6 ถึง 12 มกราคม 2535 ไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทำคำสนองทางโทรสารตอบรับการจองห้องพักไปถึงโจทก์ในวันเดียวกัน สัญญาจองห้องพักจึงเกิดขึ้นในว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้