คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายบทหลายกรรมโดยโจทก์บรรยายฟ้องเป็นข้อ ๆ เกี่ยวกับการที่จำเลยเขียนบทความตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ ออกเผยแพร่แก่สาธารณชนเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ขอให้ลงโทษจำเลยให้การรับสารภาพโจทก์จำเลยไม่สืบพยานศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง แต่ตามฟ้องข้อ ข. กับข้อ ค. และฟ้อง จ. กับข้อ ฉ. เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียวโจทก์อุทธรณ์ว่า ความผิดตามฟ้องข้อ ข. กับข้อ ค. และข้อ จ.กับข้อ ฉ. เป็นความผิดต่างกรรมกันศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฟ้องโจทก์ข้อ ข. และ ค. กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดวันเวลาเดียวกัน โดยฟ้องข้อ
ข. กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้เสียหายด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร ส่วนฟ้องข้อ ค.กล่าวหาว่าจำเลยดูหมิ่นผู้เสียหายด้วยการโฆษณาข้อความที่โฆษณาหมิ่นประมาทและดูหมิ่นผู้เสียหายต่างลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเพียงแต่ต่างคอลัมน์กันเท่านั้น และเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าตามฟ้องข้อ ข. และข้อ ค. นั้น จำเลยมีเจตนาเป็นอันเดียวกัน คือ โฆษณาใส่ความเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงของผู้เสียหาย และเป็นการกระทำต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว แม้ฟ้องข้อ ค.
โจทก์ฟ้องจำเลยเพียงฐานดูหมิ่นเท่านั้น ก็ไม่เป็นเหตุแสดงว่าจำเลยมีเจตนาต่างหากเป็นอีกกรรมหนึ่ง แต่เห็นว่าเป็นความผิดกฎหมายหลายบทส่วนฟ้องข้อ จ. และข้อ ฉ. เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้เสียหายด้วยการโฆษณาด้วยเอกสาร ทั้งได้ความว่าเป็นการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันเพียงแต่ต่างหน้ากัน ข้อความที่โฆษณาหมิ่นประมาทก็เนื่องมาจากเรื่องเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าตามฟ้องทั้งข้อ จ. และ ฉ. จำเลยมีเจตนาเป็นอันเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แม้ตามฟ้องข้อ ฉ. ข้อความที่โฆษณาจะพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นด้วย ก็ไม่ทำให้เจตนาของจำเลยเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทผู้เสียหายเป็นเจตนาเพิ่มขึ้นใหม่เป็นอีกกรรมหนึ่งพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะฟ้องข้อ ข. และ ค.ว่าเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท