Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2540 (เลขอ้างอิง 5161)

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา25วรรคสองและมาตรา26วรรคหนึ่งในกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่่ได้รับคำอุทธรณ์ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์หรือวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันทีพ้นกำหนดหกสืบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ดังนั้นกรณีคดีนี้เมื่อจำเลยที่2ซึ่งเป็นรัฐมนตรีฯมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์โจทก์ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 25 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเงิน2,207,638 บาท ชำระแก่โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 3,357,166 บาท ชำระแก่โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 3,624,083 บาท ชำระแก่โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน3,354,371.50 บาท ชำระแก่โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 1,814,156 บาท และชำระแก่โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 1,816,951 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจำเลยทั้งสองทั้งหกสำนวนให้การทำนองเดียวกันว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสิบเอ็ดขาดอายุความ เพราะไม่ฟ้องคดีภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่ วันที่จำเลยที่ 2 ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเหมาะสมและเป็นธรรมแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองทั้งหกสำนวนยื่นคำร้องว่า คดีโจทก์ทั้งสิบเอ็ดขาดอายุความ ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและจำเลยทั้งสองแล้ววินิจฉัยว่า

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง สิบเอ็ด อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ทั้ง สิบเอ็ด ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่1483 โจทก์ที่ 7 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที 32717 โจทก์ที่ 8เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 32719 โจทก์ที่ 10 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 32715 และโจทก์ที่ 11 เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่32718 ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานครที่ดินทั้งเจ็ดแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

พ.ศ. 2534 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดรับเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 แต่ไม่พอใจจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนด จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 2ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 2 ได้รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1ถึงที่ 6 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 7และที่ 9 ถึงที่ 11 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2536 รับคำอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 8 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2536 ต่อมาจำเลยที่ 2 แจ้งคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ว่า ราคาค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นกำหนดให้นั้นเหมาะสมแล้ว เห็นควรยืนราคาโดยโจทก์ที่ 1ถึงที่ 8 และที่ 10 ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2536 โจทก์ที่9 และที่ 11 ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2536

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดว่า โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องคดีภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในรัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์" และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 25 วรรคสอง ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี" จากบทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าในกรณีที่รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์

ผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์หรือวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวผู้อุทธรณ์มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ ดังนั้น กรณีคดีนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีฯ มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ โจทก์ทั้งสิบเอ็ดต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2537 โจทก์ที่ 7 และที่ 9ถึงที่ 11 ต้องฟ้องภายในวันที่ 27 มีนาคม 2537 และโจทก์ที่ 8ต้องฟ้องภายในวันที่ 19 เมษายน 2537 แต่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 เป็นการฟ้องเมื่อล่วงพ้นกำหนดหนึ่งปีแล้วจึงเกินกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดให้นำคดีมาฟ้องศาลพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมบัติ เดียวอิศเรศ · อุดม มั่งมีดี · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13199/2553

คดีก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มพร้อมทั้งดอกเบี้ย เป็นเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ดินส่วนที่เหลือที่มีราคาลดลง สิ่งปลูกสร้าง ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2553

บทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่งและมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้รับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3486/2551

ตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินบริเวณที่ที่จะเวนคืน...ฯ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.ฎ.ในฐานะดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7890/2547

โจทก์มิได้โต้แย้งจำนวนเงินค่าทดแทนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ถูกเวนคืน หากแต่โต้แย้งว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มิใช่บุคคลที่จำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินค่าทดแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8176/2543

แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วยแต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้