Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 525515)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยุบแผนก ย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานอีกแผนกหนึ่งแล้วแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม เป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าจ้าง เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 จำเลยจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงในลักษณะไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างไม่ได้แม้จะเป็นคำสั่งทางบริหารก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อลูกจ้างตกลงยินยอมด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอมเป็นคนละกรณีกับการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง การที่จำเลยแจ้งลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 ที่ 3 มิใช่การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันเป็นการเลิกจ้าง ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง การแจ้งลดค่าจ้าง หรือการลดค่าจ้างเป็นการเลิกจ้าง

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสามสำนวนว่า จำเลย

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 31,033.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้าง 22,000 บาท และค่าชดเชย 460,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 56,266.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้าง 38,908.85 บาท และค่าชดเชย 669,089.50 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหาย 700,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้าง 107,540.17 บาท และค่าชดเชย 771,241.02 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุก 7 วัน นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าเสียหาย 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยปรับโครงสร้างการบริหารโดยยุบแผนกที่โจทก์ทั้งสามทำงานอยู่ และย้ายโจทก์ทั้งสามไปอยู่อีกแผนกหนึ่ง จำเลยแจ้งต่อโจทก์ทั้งสามว่าจะลดเงินเดือนของโจทก์ทั้งสามเหลือเดือนละ 15,000 บาท โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อรับทราบการย้ายแผนก และลงลายมือชื่อรับทราบการลดเงินเดือน โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือน โจทก์ที่ 1 ขอเจรจากับจำเลย แต่จำเลยหลีกเลี่ยง ถือว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างอันมีผลเป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 2 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าโจทก์ที่ 2 ไม่ยินยอมให้จำเลยลดเงินเดือน โจทก์ที่ 2 ขอรับเงินเดือนเท่าเดิม

ถ้าจำเลยจะลดเงินเดือนโจทก์ที่ 2 ก็ไม่สามารถทำงานได้ ถือว่าจำเลยเลิกจ้าง โจทก์ที่ 3 มีหนังสือถึงจำเลยแจ้งว่าที่จำเลยมีคำสั่งให้ปรับลดเงินเดือนของโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง โจทก์ที่ 1 ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 โดยได้รับเงินเดือนในอัตราเดิม โจทก์ที่ 2 ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2548 และได้รับเงินเดือนในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2548 ในอัตราที่ลดลงโจทก์ที่ 3 ทำงานกับจำเลยถึงวันที่ 28 มกราคม 2548 และได้รับเงินเดือนในเดือนมกราคม 2548 ในอัตราที่ลดลง จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมิได้มีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่ได้แสดงเจตนาเลิกจ้างแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยเพียงแต่แจ้งว่าจะลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของโจทก์ทั้งสามลงและได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงเหลือเดือนละ 15,000 บาท โจทก์ทั้งสามได้แจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือว่าไม่ยินยอมให้จำเลยลดค่าจ้าง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในข้อ 2.3 ของโจทก์ที่ 3 ในข้อ 4 และข้อ 4.1 ถึงข้อ 4.3 ว่า จำเลยยุบแผนกแล้วแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างหรือไม่ และถือเป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ให้คำนิยาม "สภาพการจ้าง" หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ดังนั้น การที่จำเลยยุบแผนกแล้วย้ายโจทก์ทั้งสามไปทำงานอีกแผนกหนึ่ง แล้วแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 โดยโจทก์ทั้งสามไม่ยินยอม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับค่าจ้าง เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน จึงเป็นสภาพการจ้าง จำเลยจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างไม่ได้ แม้จะเป็นคำสั่งทางบริหารก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อลูกจ้างตกลงยินยอมด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง กำหนดว่า การเลิกจ้าง หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมา จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมิได้มีเจตนาจะไม่จ้างโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่ได้แสดงเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม จำเลยเพียงแต่แจ้งว่าจะลดเงินเดือนหรือค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและได้ลดเงินเดือนหรือค่าจ้างของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลงเหลือเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งโจทก์ทั้งสามได้แสดงเจตนาให้จำเลยทราบเป็นหนังสือว่าไม่ยินยอมให้จำเลยลดค่าจ้าง

เห็นว่า การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่ยินยอม ซึ่งจำเลยจะกระทำไม่ได้ตามที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น แต่การกระทำดังกล่าวกับการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันเป็นการเลิกจ้างหรือไม่นั้น เป็นคนละกรณีกัน การที่จะพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ดังนั้น การแจ้งการลดค่าจ้างโจทก์ทั้งสามและการลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 มิใช่การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้อันเป็นการเลิกจ้างตามบทบัญญัติดังกล่าว และกรณีการแจ้งลดค่าจ้างหรือการลดค่าจ้าง และกรณีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างก็ไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดว่าเป็นการเลิกจ้าง ตามข้อเท็จจริงดังกล่าว

เห็นได้ว่าจำเลยยังประสงค์จะให้โจทก์ทั้งสามทำงานต่อไป แต่ฝ่ายโจทก์ทั้งสามไม่มาทำงาน หากจำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยจะลดค่าจ้างโจทก์ที่ 1 และลดค่าจ้างโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ลูกจ้างได้รับความเสียหายอย่างไรต่อการกระทำดังกล่าวก็มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างส่วนที่ลดลงและจ่ายไม่ครบได้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทวีป ตันสวัสดิ์ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.790/2549
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1019/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3797/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้