Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากรตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (2) เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอาการกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่ผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าภาษีอากรค้าง 668,705.90 บาท และจำเลยที่ 2 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบ 187,500 บาท จำเลยที่ 3 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบ 172,500 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบคนละ 150,000 บาท จำเลยที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบคนละ 30,000 บาท แต่รวมแล้วไม่เกินภาษีที่ค้างชำระ 668,705.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าหุ้นที่จำเลยแต่ละคนยังชำระค่าหุ้นไม่ครบ นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องจำนวน 157,370.34 บาท และนับวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งแปดขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรค้างจำนวน 668,705.90 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาโดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน มีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดสงขลาได้ขีดชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากทะเบียน โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งจดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนและต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2557 นายทะเบียนได้จดชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืนเข้าสู่ทะเบียนแล้ว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบมูลค่าหุ้น เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ภาษีอากรค้าง 668,705.90 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ต้องส่งเงินที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 เป็นกรณีที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาว่า คดีในส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรกลางหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามมาตรา 10 วรรคสอง (เดิม) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่ผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัย ศาลภาษีอากรกลางหามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 และพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประกอบกับคู่ความไม่ได้โต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลไว้ จึงไม่มีปัญหาต้องวินิจฉัยเรื่องเขตอำนาจศาล อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ชำระหนี้ค่าหุ้นที่ยังส่งใช้จำเลยที่ 1 ไม่ครบ รวมทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ครบกำหนดตามหนังสือทวงถามของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ถือหุ้น 2,500 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงิน 62,500 บาท ค้างชำระ 187,500 บาท จำเลยที่ 3 ถือหุ้น 2,300 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงิน 87,500 บาท ค้างชำระ 172,500 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ถือหุ้นคนละ 2,000 หุ้น ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงินคนละ 50,000 บาท ค้างชำระคนละ 150,000 บาท และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ถือหุ้นคนละ 400 หุ้น

ชำระค่าหุ้นแล้วร้อยละ 25 เป็นเงินคนละ 10,000 บาท ค้างชำระคนละ 30,000 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 นำเงินค้างชำระค่าหุ้นมาชำระหนี้ โดยได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ให้ใช้สิทธิดังกล่าวแล้วแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย เป็นเหตุให้โจทก์เสียประโยชน์ โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิเรียกร้องแทนจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 233 และ 235 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์แล้ว แต่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดจึงต้องรับผิดชำระค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบของแต่ละคนพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์นับแต่พ้นกำหนดตามหนังสือบอกกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบ 187,500 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบ 172,500 บาท จำเลยที่ 4 และที่ 5 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบคนละ 150,000 บาท และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ชำระเงินค่าหุ้นที่ยังใช้ไม่ครบคนละ 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนด 21 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ได้รับหนังสือขอให้นำเงินมูลค่าหุ้นไปชำระแต่รวมแล้วต้องไม่เกินภาษีค้าง 668,705.90 บาท ให้แก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2558) ต้องไม่เกิน 157,370.34 บาท ตามที่โจทก์ขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์ · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · อธิป จิตต์สำเริง
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นายยงยศ คุปตะวาทิน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.80/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ภ4/2558
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ภ87/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้