Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 เจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิที่ทำการถมทางภารจำยอมเพื่อเป็นการรักษาและใช้ภารจำยอมเนื่องจากทางราชการได้ก่อสร้างถนนของทางราชการสูงกว่าทางภารจำยอม จึงต้องถมทางภารจำยอมให้สูงเสมอ กับถนนของทางราชการได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 287 และ 288ที่ดินของโจทก์มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะผ่านที่ดินของจำเลยกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตร เป็นเวลานานเกินกว่า 10 ปี ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นทางภารจำยอม ระหว่างเดือนเมษายน 2533 ถึงเดือนพฤษภาคม 2533 จำเลยสร้างรั้วปิดกั้นทางภารจำยอมดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสื่อมประโยชน์ในการใช้ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกจากทางภารจำยอม แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่กั้นทางภารจำยอมออกไปให้พ้นจากทางภารจำยอม ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับทางภารจำยอมอีกต่อไป กับให้จำเลยไปจดทะเบียนทางภารจำยอมกว้างประมาณ 3 เมตร

ยาวประมาณ 20 เมตร หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นทางภารจำยอมนั้น จำเลยเข้าทำประโยชน์ตลอดมาไม่เคยยินยอมให้โจทก์หรือบุคคลอื่นเดิมผ่าน เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2533โจทก์บุกรุกเข้าไปในที่ดินจำเลยพร้อมกับทำคันดินทับถมที่ดินกว้าง 1.5 เมตรเศษ ยาว 20 เมตรเศษ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของจำเลย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายไม่ได้ใช้ที่ดิน ขอให้ยกฟ้องโจทก์และขอให้บังคับโจทก์ปรับสภาพที่ดินที่โจทก์ทำคันดินทับถมเนื้อที่กว้างประมาณ 1.5 เมตรยาว 20 เมตร ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยและชดใช้ค่าเสื่อมประโยชน์ในที่ดินเดือนละ 500 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าโจทก์จะปรับสภาพที่ดินให้แล้วเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า มิได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินของจำเลย ที่ดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมที่โจทก์และบุคคลอื่นใช้สัญจรออกสู่ทางสาธารณะมานานกว่า 10 ปี และระหว่างเดือนมีนาคม 2533 ถึงเดือนเมษายน 2533 สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทก่อสร้างถนนลูกรังสายสุวรรณภูมิ-ตาหยวก โดยโกยดินข้าง ๆมาพูนทำเป็นถนน ทำให้ทางภารจำยอมมีระดับต่ำลง ต่อมาสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทถมดินในทางภารจำยอมให้เท่าระดับถนนที่ก่อสร้างโดยความยินยอมของจำเลยและผู้ใช้ทางภารจำยอมศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางเดินพิพาทในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 81 ตำบลสระคูอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ของจำเลยกว้าง 3.80 เมตรยาว 18 เมตร ตามแผนที่พิพาทภายใต้พื้นที่สีแดงตกเป็นภารจำยอมของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)

เลขที่ 287และ 288 ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดของโจทก์ให้จำเลยไปจดทะเบียนภารจำยอมให้โจทก์หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่กั้นทางภารจำยอมออกให้พ้นจากทางภารจำยอม คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้งจำเลยจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์นางจินดา ตรีชนะสมุทร นายบุญมี หินกอง นายอ่อนจันทร์ สุดบางธงและนางนกเล็ก ใยบัว เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทซึ่งกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 20 เมตรเป็นเส้นทางเข้าออกไปสู่ถนนสายสุวรรณภูมิ

- ตาหยวก ตั้งแต่โจทก์ซื้อที่ดินมาจากนางหล้าเป็นเวลา 30 ปีแล้ว เห็นว่าพยานโจทก์ที่มาเบิกความต่อศาลต่างไม่ใช่ญาติหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับโจทก์ ทั้งนายบุญมีเคยเป็นผู้ใหญ่บ้านและนายอ่อนจันทร์ เป็นกรรมการสุขาภิบาลในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่นอกจากนี้นายถวิล รัตนวงศ์ และนายเรียน แปลกสินธ์ุพยานจำเลยกลับเบิกความเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ว่าเคยเห็นโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทเป็นเส้นทางเข้าออกที่ดินโจทก์มากว่า 20 ปีแล้ว ส่วนจำเลยคงมีแต่ตัวจำเลยนายบรรลุบุตรชายและนายปราโมทย์ บุตรเขยซึ่งล้วนแต่เป็นญาติของจำเลยเท่านั้นมาเบิกความพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ลุ่ม และโจทก์มีทางออกสู่ถนนสาธารณะทางด้านทิศตะวันออกแล้วไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะมีใช้ทางเดินพิพาทนั้น เห็นว่า ที่ดินแปลงหนึ่งนั้นแม้มีทางออกทางอื่นได้แล้ว ก็อาจก่อให้เกิดทางภารจำยอมทางอื่นอีกได้ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์แล้วแม้มีทางออกทางอื่นก็ไม่ทำให้ทางภารจำยอมที่มีอยู่แล้วสิ้นไป ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลย เป็นการรับฟังพยานนอกเหนือสำนวนนั้นเห็นว่า การรับฟังดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่า โจทก์ได้ทางภารจำยอมนั้นมาโดยอายุความนั่นเอง จึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานนอกสำนวนแต่อย่างใดสำหรับที่จำเลยฎีกาว่า

โจทก์บุกรุกทำคันดินทับถมที่นาของจำเลยทำให้จำเลยเสียหายไม่สามารถปลูกข้าวได้นั้น เห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1391 บัญญัติว่าเจ้าของสามยทรัพย์มีสิทธิทำการทุกอย่างอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ภารจำยอม แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง ในการนี้เจ้าของสามยทรัพย์จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภารยทรัพย์ได้แต่น้อยที่สุดตามพฤติการณ์ แม้จะฟังว่าโจทก์กระทำดั่งที่จำเลยฎีกาแต่โจทก์ในฐานะเจ้าของสามยทรัพย์ก็มีสิทธิที่จะกระทำการถมทางพิพาทเพื่อเป็นการรักษาและใช้ภารจำยอม เนื่องจากสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทได้ก่อสร้างถนนสายสุวรรณภูมิ-ตาหยวก สูงกว่าที่พิพาท จึงต้องถมทางพิพาทให้สูงเสมอกับถนนของทางราชการการกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการละเมิดต่อจำเลย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ สิทธิลักษณ์ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้