คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเช็คฯ มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์เองว่าเช็คฉบับพิพาทซึ่งจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายนั้น ในวันที่6 มีนาคม 2530 ธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงิน โจทก์จึงได้นำเช็คไปเข้าบัญชีใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2530 และได้รับคำปฏิเสธการจ่ายเงินอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏเช่นนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2530 จึงมีปัญหาวินิจฉัยก่อนในเบื้องต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ และที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์แก้หรือเพิ่มเติมฟ้องนั้นชอบแล้วหรือไม่พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามเช็คในวันที่ 6 มีนาคม 2530 นั้น ถือว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้วแต่โจทก์มิได้ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในกำหนด 3 เดือน
นับแต่วันดังกล่าว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 การที่โจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 12 มีนาคม 2530 และได้รับคำปฏิเสธเช่นเดียวกันกับในครั้งแรก มิได้หมายความว่าการกระทำผิดได้เลื่อนมาเกิดในวันที่12 มีนาคม 2530 เพราะหากถือเช่นนั้นย่อมมีผลเป็นการขยายอายุความฟ้องคดี อันเป็นผลร้ายแก่จำเลย ดังนั้น การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเป็นว่า โจทก์รู้ถึงการกระทำผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดในวันที่ 12 มีนาคม 2530 อันเป็นวันที่โจทก์ได้รับคำปฏิเสธการจ่ายเงินในครั้งหลังนี้ จึงหามีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยแต่อย่างใดไม่ เพราะแม้ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องหรือไม่ก็ตาม ผลในทางกฎหมายย่อมเป็นอย่างเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาในข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน