คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ ๒๒ ปีมาแล้วจำนองนาพิพาทไว้กับนายเป๋งบิดาจำเลย จำนองแล้ว ๓ ปี ได้มอบนาพิพาทให้นายเป๋งทำ ต่างดอกเบี้ย บัดนี้นายเป๋งวายชนม์แล้ว โจทก์มาขอไถ่จำนองจากจำเลยผู้เป็นทายาท จำเลยไม่ยอม จึงขอให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ละทิ้งนาพิพาทไปอยู่ที่อื่น จนเจ้าพนักงานยึดนามาจะขายทอดตลาดเอาเงินชำระอากรค่านาที่ค้าง ชำระ นายเป็งบิดาจำเลยไปชำระอากรค่านา แล้วขอรับนาพิพาทมาครอบครองอย่างเป็นเจ้าของมา ๑๐ ปีเศษแล้ว ฯลฯ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทรณ์,
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยรับไถ่จำนองคืนนาพิพาทให้โจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำนองนาพิพาทไว้กับนายเป๋งบิดาจำเลย จำนองได้ ๓ ปี แล้วไม่มีเงินเสียดอกเบี้ยให้นาย เป๋ง จึงตกลงให้นายเป๋งทำนาพิพาทต่างดอกเบี้ย แล้วโจทก์อพยพไปทำกินที่อื่น ต่อมาทราบว่านายเป๋งตาย โจทก์จึงมาขอ ไถ่จากจำเลย และเห็นว่าการที่นายเป๋งไปชำระค่านาแทนโจทก์เพียงไม่เกิน ๑๐ บาท แล้วอำเภอมอบนาให้นายเป๋งมา นั้น ไม่ทำให้นายเป๋งมีกรรมสิทธิในที่นาพิพาท เพราะไม่ใช่ซื้อขายหรือยกให้ ถ้านายเป๋งรับนามาจากอำเภอแล้ว จะ ครอบครองเอานาอย่างเป็นเจ้าของ นายเป๋งก็จะต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์ ว่าตนไม่เจตนาจะครอบครองแทนโจทก์ต่อไป ดังที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๑๓๘๑ หรือมิฉะนั้นก็ต้องบังคับจำนอง การครอบครองใหม่ของนายเป๋งอย่างญานะเป็นเจ้าของจึงจะมีขึ้นได้ เพราะนายเป็งครอบครองแทนโจทก์มาก่อน เมื่อไม่จัดการบอกกล่าวโจทก์แล้ว จะถือว่าตนได้ครอบครองอย่างเจ้าของ หาได้ไม่ จึงไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ. คงพิพากษายืน.