คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๒,๒๔๒.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๔๕,๗๑๕.๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ภายใต้บังคับบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ตามพระราชบัญญัติกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราตามฟ้องได้หรือไม่ คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ข้อ ๑๖ มีข้อตกลงเป็นสาระสำคัญว่า เป็นการเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ถ้าเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็ค ตามปกติโจทก์จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าโจทก์ผ่อนผันจ่ายไป จำเลยย่อมเป็นอันยอมรับผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เกินคืนโจทก์ เสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ การคิดดอกเบี้ยเงินส่วนที่เกินบัญชีดังกล่าวมีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ ๑๖ ด้วยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เรียกเก็บได้ ซึ่งขณะทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราตามประกาศของธนาคาร โจทก์ได้ออกประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ประเภทต่าง ๆ และได้ออกประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งภายใต้ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในกรณีของจำเลยเมื่อพิจารณาจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย บันทึกการคิดอัตราดอกเบี้ยและประกาศของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเดียวกับลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงินและลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน ซึ่งโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับลูกค้าทั่วไปที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวโดยอาศัยข้อตกลงในการขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์จึงทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๒,๒๔๒.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๔๕,๗๑๕.๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.