Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5340/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริงของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาศาลต้อง ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้นจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติประการใดแล้ว จึงจะให้คดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้นได้ คดีนี้คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีส่วนอาญายังมิได้ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเพียงพอที่จะถือมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งได้ แต่โจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยานและขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีอาญาศาลจึงนำเอาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบในคดีอาญามาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อการวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังที่คู่ความแถลงรับกันได้โดยไม่ถือตามผลในคดีอาญา แต่วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญา วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน2531 จำเลยใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮ เข้าไปไถขุดที่พิพาทถือว่าจำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองที่พิพาทนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 13 มกราคม 2532 จึงยังไม่เกินระยะเวลา1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ขาดสิทธิฟ้องร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแผนที่ท้ายคำฟ้อง ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามากระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินดังกล่าวให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 15,640 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 13,000 บาท นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2531เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้เงินโจทก์เดือนละ 1,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทที่พิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จำเลยได้ครอบครองที่พิพาททั้งแปลงโดยสงบเปิดเผย โจทก์ไม่เคยโต้แย้งการครอบครองของจำเลย และโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามที่กฎหมายกำหนดขอให้ยกฟ้องโจทก์ระหว่างพิจารณา

คู่ความแถลงร่วมกันว่า ค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท กับไม่ติดใจสืบพยาน และขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในคดีอาญาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ที่พิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารทำการใด ๆ อันเป็นการโต้แย้งสิทธิครอบครอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 10,000 บาทคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

หมายเลขดำที่ 130/2532 หมายเลขแดงที่ 897/2533 ของศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานเพื่อรอฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเพื่อพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งต่อมาคดีส่วนอาญาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า โจทก์ จำเลย ต่างฝ่ายต่างนำสืบว่าที่พิพาทเป็นของตนอันเป็นการโต้เถียงการครอบครองในที่พิพาทกันอยู่ว่าผู้ใดเป็นผู้ครอบครองที่พิพาทซึ่งควรจะได้ดำเนินการกันในทางแพ่งต่อไป การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาในการกระทำผิดในทางอาญาพิพากษายกฟ้อง ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2536 คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างแถลงว่าไม่ติดใจสืบพยาน โดยขอให้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีอาญา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าศาลฎีกามิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่พิพาทและโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ตามประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวไม่สืบพยาน จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่พิพาท พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3เห็นว่าการที่คู่ความต่างแถลงไม่สืบพยานนั้นด้วยวัตถุประสงค์ที่จะอ้างอิงพยานหลักฐานที่นำสืบกันมาแล้วในสำนวนคดีอาญา ให้ศาลนำมาวินิจฉัยคดีโดยไม่ติดใจสืบพยานใด ๆ เพิ่มเติมในคดีนี้อีก ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีส่วนอาญาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองในที่พิพาท

พิพากษากลับให้โจทก์ชนะคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทโดยมิได้ถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 หรือไม่นั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ตามบทบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริงของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาไว้อย่างชัดแจ้งว่า ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา และคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้นจะต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเป็นยุติการใดแล้ว จึงจะให้คดีส่วนแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามนั้นได้

สำหรับคดีนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีส่วนอาญายังมิได้ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติเพียงพอที่จะถือมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แต่เมื่อโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่ติดใจสืบพยาน และขอให้ศาลฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานในคดีอาญาดังนี้ศาลจึงนำเอาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบในคดีอาญามาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อการวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังที่คู่ความแถลงรับกันได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีโดยไม่ถือตามผลในคดีอาญา แต่วินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีอาญาจึงชอบแล้วคดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ที่พิพาทภายในเขตเส้นสีแดงเนื้อที่ประมาณ 9 ไร่ 2 งาน 55 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท

จำเลยกับพวกใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮเข้าไปไถขุด และค่าเสียหายของโจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท ปัญหาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันและสมเหตุผล ไม่มีข้อให้ระแวงว่าจะกลั่นแกล้งจำเลยให้ได้รับความเสียหายและพยานโจทก์ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารสอดคล้องต่างกันมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ดีกว่าพยานโจทก์ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในระยะเวลา 1 ปีหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2531 จำเลยใช้รถแทรกเตอร์และรถแบคโฮเข้าไปไถขุดที่พิพาท จึงถือว่า

จำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองที่พิพาทนับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคือวันที่ 13 มกราคม2532 จึงยังไม่เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง โจทก์จึงไม่ขาดสิทธิฟ้องร้องพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อร่าม หุตางกูร · ไพศาล รางชางกูร · สมพล สัตยาอภิธาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5393/2540

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ได้ บัญญัติ เกี่ยวกับ การ รับฟัง ข้อเท็จจริง ของ คดีแพ่ง ที่ เกี่ยวเนื่อง กับ คดีอาญา ไว้ อย่าง ชัดแจ้ง ว่า ใน คดีแพ่ง ที่ เกี่ยวเนื่อง กับ คดีอาญา ศาล ต้อง ถื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4155/2548

คู่ความตกลงท้ากันโดยถือเอาผลของการรังวัดที่ดินแปลงพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งทางราชการได้ออกให้แก่จำเลยหรือไม่ เป็นข้อแพ้ชนะในคดี เ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3260/2541

คดีแพ่งโจทก์จำเลยตกลงกันไม่สืบพยาน แต่ขอให้ศาลนำคำเบิกความของพยานและพยานหลักฐานต่าง ๆ ในสำนวนคดีอาญาของศาลชั้นต้นซึ่งโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ร่วมและจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยและคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นพยานหลักฐานข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5771/2538

คู่ความตกลงท้ากันว่า โจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน แต่ขอให้พระภิกษุ ส.มาแถลงต่อศาลว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแน่ หากพระภิกษุ ส.แถลงต่อศาลเช่นใด คู่ความก็ยอมรับและไม่ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3813/2535

คดีแดงที่ 3813-3814/2534 ก่อนคดีนี้จำเลยเคยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทโดยปรปักษ์จนได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาโจทก์คดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีอาญาฐานเบิกความเท็จในคดี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้