Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 537986)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น จะเป็นคดีที่มีมูลละเมิดอย่างเดียวกัน จำเลยที่ 3 กับโจทก์ต่างเป็นคู่ความรายเดียวกัน แต่การที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยคนอื่นๆ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 กับการที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเดินรถรับส่งผู้โดยสารเป็นคดีนี้เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน โดยร่วมกับบุคคลต่างกัน หาใช่บุคคลผู้เป็นคู่ความรายเดิมไม่ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่เกิดต่างกรรมต่างวาระจากมูลละเมิดในคดีดังกล่าว ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) การที่จำเลยทั้งสามส่งสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2132/2551 ของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา โดยในคำฟ้องระบุว่า พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ฟ้อง ช. ในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 384/2546, 386/2546, 389/2546 ของศาลชั้นต้น นั้น ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 ทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับพยานเอกสารดังกล่าวนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารนั้นจึงรับฟังไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกจำเลยที่ 1 ของแต่ละสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ให้เรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามหยุดกระทำการเดินรถประจำทางวิ่งแย่งรับผู้โดยสารในเขตเส้นทางสัมปทานของโจทก์โดยพลัน และหรือพฤติกรรมการกระทำใด ๆ อันถือเป็นการละเมิดต่อโจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตรารายละ 10,000 บาท ต่อวัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

จำเลยทั้งสามให้การทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการจอดรถรับส่งคนโดยสารในเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาต เว้นแต่จุดจอดรถที่จำเลยทั้งสามได้รับอนุญาต กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2546) จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คนละ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์แต่ละสำนวนร่วมกัน โดยกำหนดค่าทนายความให้สำนวนละ 7,500 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่ละสำนวนแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ เป็นฟ้องซ้อนกับฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่าจำเลยทั้งสามจอดรถโดยสารรับส่งคนโดยสารตามรายทางนอกจุดที่ได้รับอนุญาตให้จอดรถ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากผู้โดยสารของโจทก์ลดลง เป็นเหตุให้โจทก์ขาดรายได้ เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนฟ้องโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ในคดีดังกล่าวนำรถโดยสารวิ่งรับส่งคนโดยสารมีจำนวนเที่ยวและจำนวนรถเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี และแย่งรับส่งคนโดยสารจากโจทก์เป็นเหตุให้รายได้โจทก์ลดลง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์

เห็นว่า แม้คดีนี้และคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น จะเป็นคดีที่มีมูลละเมิดอย่างเดียวกัน จำเลยที่ 3 กับโจทก์ ต่างเป็นคู่ความรายเดียวกัน แต่การที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยคนอื่นๆ ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 กับการที่จำเลยที่ 3 รับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมเดินรถรับส่งผู้โดยสารเป็นคดีนี้เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน โดยร่วมกับบุคคลต่างกัน หาใช่บุคคลผู้เป็นคู่ความรายเดิมไม่ ข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดในคดีนี้ จึงเป็นเรื่องที่เกิดต่างกรรมต่างวาระจากมูลละเมิดในคดีดังกล่าว ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้ ฟ้องโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1692/2544 ของศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) และเมื่อคดีนี้ปรากฏว่าทั้งโจทก์และจำเลยที่ 3 ต่างนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระแสความแล้ว เพื่อไม่ให้คดีต้องล่าช้า

ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยังไม่ได้วินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้น โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการที่จำเลยทั้งสามส่งสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2132/2551 ของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกา โดยในคำฟ้องระบุว่า พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นโจทก์ฟ้องนายชาติชายในความผิดฐานเบิกความเท็จในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 384, 386, 389/2546 ของศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าว จำเลยทั้งสามเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา เป็นการนำพยานเอกสารเข้าสู่สำนวนความโดยไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 ทั้งโจทก์ไม่มีโอกาสซักค้านเกี่ยวกับพยานเอกสารดังกล่าวนี้ ข้อเท็จจริงตามเอกสารจึงรับฟังไม่ได้

ฉะนั้น จึงต้องฟังตามคำเบิกความของนายชาติชายว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิจอดรถโดยสารตามจุดที่พิพาทในคดีนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประกอบการขนส่งกับจำเลยที่ 3 ดังนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิจอดรถรับส่งผู้โดยสารนอกจากจุดที่พิพาท การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จอดรถรับส่งผู้โดยสารนอกจุดที่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามจึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ห้ามจำเลยที่ 3 จอดรถรับส่งคนโดยสารในเส้นทางที่โจทก์ได้รับอนุญาต เว้นแต่จุดจอดรถที่จำเลยที่ 3 ได้รับอนุญาต กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 มกราคม 2546) และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 200 บาท ต่อวัน นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะหยุดกระทำละเมิดต่อโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นพพร โพธิรังสิยากร · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · สุทธิโชค เทพไตรรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายรพีพงศ์ ช่วยประทิว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวิวัธน ทองลงยา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ978/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ190/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1498/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567

แม้จำเลยที่ 2 และโจทก์ทั้งสองต่างไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างเอกสารเป็นพยาน และส่งเอกสารดังกล่าวต่อศาลกับส่งให้คู่ความอีกฝ่ายซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 88 วรร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2567

คำฟ้องหรือคำร้องขอใดจะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) นั้นคู่ความในคดีแรกและคดีหลังต้องมีฐานะเป็นโจทก์ แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเคยยื่นคำคัดค้านโดยขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2567

คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรีย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2565 (เลขอ้างอิง 689123)

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน และเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2565

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้