คำฟ้องและคำให้การ
ไม่มีย่อสั้น(สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๗๙/๒๕๕๕ วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) ศาลจังหวัดสงขลา ระหว่าง ศาลปกครองสงขลา การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลาส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ นายวิชัย แสงพลสิทธิ์ โจทก์ ยื่นฟ้อง กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จำเลย ต่อศาลจังหวัดสงขลา เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ. ๔๒๘/๒๕๕๓ หมายเลขแดงที่ ผบ. ๓๙๓/๒๕๕๓ ความว่า เดิมโจทก์เป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลจังหวัดสงขลา
สังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม และเป็นสมาชิกของจำเลยหมายเลขประจำตัว ๓-๘๔๙๙-๐๐๒๘๙-๑๔-๒ ซึ่งโจทก์ต้องชำระค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ในรูปแบบเงินสะสมแก่จำเลยผู้ประกอบธุรกิจการเงินเป็นรายเดือนอย่างน้อยเดือนละ ๒,๐๗๖ บาท โจทก์จึงเป็นผู้ได้รับบริการจากจำเลยและเป็นผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ โจทก์เกษียณอายุราชการตามตำแหน่งเมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ จำเลยเป็นนิติบุคคลมีชื่อในการประกอบธุรกิจการเงินว่า "กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เรียกโดยย่อว่า กบข." จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีงบประมาณ รายได้ของกองทุนไม่ต้องส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินมีเลขาธิการคณะกรรมการ
กบข. เป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จำเลยส่งใบแจ้งยอดเงินสมาชิก กบข. ประจำปีของโจทก์ว่า ณ วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ โจทก์มีเงินในกองทุนจำนวนหน่วย ๘๕,๕๑๖.๖๑๙๘ คูณมูลค่าต่อหน่วย (บาท) ๑๕.๓๕๕๐ คิดเป็นเงิน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท จากข้อความดังกล่าวตามกฎหมายถือว่าคณะกรรมการ กบข. ในฐานะลูกหนี้ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ว่า กบข. ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์เมื่อทวงถาม โจทก์ติดต่อทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ จำเลยยังไม่ชำระหนี้ให้ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์นำหลักฐานทั้งหลายไปแสดงแจ้งต่อส่วนคลัง ศาลจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนราชการต้นสังกัดสุดท้าย ขอให้ดำเนินการเรียกร้องขอรับเงินตามฟ้องจาก
กบข. ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นประมาณ ๒๐ วัน เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. มีหนังสือลงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ แจ้งแก้ไขข้อมูลการนำส่งเงินครั้งสุดท้ายให้โจทก์ทราบว่า ข้อมูลเกี่ยวกับยอดเงินของโจทก์ที่แจ้งมาให้ทราบนั้นมีค่าเท่ากับศูนย์ (๐) โจทก์เห็นว่าการแจ้งแก้ไขข้อมูลดังกล่าวเป็นการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ การที่จำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อทวงถามเป็นการผิดนัดชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลจังหวัดสงขลามีคำสั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณาเนื่องจากเห็นว่าคดีโจทก์ไม่เป็นคดีผู้บริโภค
โจทก์อุทธรณ์ ศาลจังหวัดสงขลาเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่าเป็นคดีผู้บริโภคหรือไม่ จึงส่งเรื่องให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ คดีผู้บริโภคหมายความว่า (๑) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๙ หรือตามกฎหมายอื่น กับผู้ประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมาย อันเนื่องมาจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ ได้ความตามคำฟ้องและอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ วรรคสอง (๑) เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ (๒) เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ของสมาชิก (๓) เพื่อจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่สมาชิก
จำเลยมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ ได้แก่ (๓) ให้สมาชิกกู้ยืมเงิน (๔) ลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน (๔/๑) จัดตั้งบริษัทจำกัดเพื่อให้บริการแก่กองทุนหรือนิติบุคคลที่กองทุนเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละเจ็ดสิบห้าของหนี้ทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น โดยมาตรา ๑๐ กำหนดให้จ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของจำเลยจากเงินของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ทั้งนี้ สมาชิกต้องส่งเงินสะสมเข้ากองทุนซึ่งถือเป็นรายได้ของกองทุนโดยสมาชิกมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าวจากกองทุนตามมาตรา ๔๖ การดำเนินงานของจำเลยจึงมีลักษณะเป็นการให้บริการแก่สมาชิก
เมื่อเงินสะสมที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนตกเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินของจำเลยและจำเลยจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากเงินนั้น ดังนี้ เงินที่สมาชิกต้องจ่ายแก่กองทุนย่อมมีลักษณะเป็นเงินค่าตอบแทนการให้บริการของจำเลยอยู่ด้วย ถือได้ว่าจำเลยมีฐานะเป็นผู้ให้บริการโดยเรียกเก็บค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ และพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓ จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยและได้ส่งเงินสะสมให้แก่จำเลยเป็นรายเดือนเพื่อเป็นเงินออมส่วนหนึ่ง และให้จำเลยนำเงินของโจทก์ไปจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์รวมทั้งนำไปหาผลประโยชน์จากเงินที่โจทก์และสมาชิกอื่นส่งให้เป็นรายเดือน
โจทก์จึงเป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้บริโภคตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระเงินสะสมคืน จึงเป็นคดีพิพาทระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริการ เป็นคดีผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๓ (๑) จำเลยให้การว่า โจทก์รับราชการครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๕ และได้ออกจากราชการเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๑ และกลับเข้ารับราชการอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ โดยเกษียณอายุราชการเมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ โจทก์เริ่มสมัครเป็นสมาชิก กบข. แบบไม่สะสมเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๐ มีเงินประเดิมในบัญชีและมีการนำส่งเงินชดเชยโดยส่วนราชการต้นสังกัดตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๔๐ จนถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๒ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ส่วนราชการต้นสังกัดถอนคืนเงินชดเชยของเดือนตุลาคม ๒๕๔๑ ถึงเดือนมกราคม ๒๕๔๒ และไม่นำส่งเงินเข้า
กบข. อีก ต่อมาส่วนราชการต้นสังกัดนำส่งเงินเข้ากองทุนอีกครั้งแบบสะสม ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ จนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๑ โดยในเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ ได้นำส่งเงินย้อนหลังตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงเดือนสิงหาคม ๒๕๔๔ ต่อมาวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๑ โจทก์ได้ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จเนื่องจากเกษียณราชการ กบข. จึงแยกบัญชีนำส่งเงินของโจทก์ออกเป็น ๒ บัญชี คือ บัญชีที่ ๑ เป็นบัญชีสำหรับการนำส่งเงินระหว่างเดือนมีนาคม ๒๕๔๐ ถึงกันยายน ๒๕๔๑ บัญชีที่ ๒ เป็นบัญชีสำหรับการนำส่งเงินระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ถึงกันยายน ๒๕๕๑ และในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๑ กบข. ได้จ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์จากบัญชีที่ ๒ จำนวน ๔๙๑,๙๘๙.๘๐ บาท ให้กับโจทก์แล้ว
ส่วนบัญชีที่ ๑ มีสถานะหยุดการนำส่งเงิน และโจทก์ไม่ได้ยื่นเอกสารขอรับเงินจาก กบข. แต่อย่างใด ในการออกจากราชการครั้งแรกของโจทก์เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๑ โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จจากกระทรวงการคลังไปแล้วจำนวน ๒,๒๖๖,๘๙๐ บาท และในการสมัครเป็นสมาชิกแบบไม่สะสมโจทก์จึงไม่มีเงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์ที่จะมาขอรับจาก กบข. ได้อีก ส่วนเงินประเดิม เงินชดเชย และผลประโยชน์ของเงินดังกล่าวที่มีอยู่ในบัญชีที่ ๑ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินนั้นเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิรับเงินบำนาญตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๗๓/๑ การที่ กบข. ได้มีเอกสารใบแจ้งยอดเงินสมาชิกส่งให้โจทก์ว่า โจทก์มีเงินอยู่อีกจำนวน ๑,๓๑๓,๑๐๗.๗๐ บาท
นั้น เป็นการแจ้งข้อมูลในระหว่างที่โจทก์ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินจาก กบข. หรือยังไม่ได้รับแจ้งจากส่วนราชการซึ่งเป็นการแสดงยอดเงินที่โจทก์อาจได้รับหากโจทก์เลือกบำนาญโดยในใบแจ้งยอดเงินสมาชิกดังกล่าว จำเลยได้แจ้งสิทธิให้โจทก์ทราบแล้วว่า หากโจทก์เลือกรับบำนาญ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินใดบ้าง และหากโจทก์เลือกรับบำเหน็จ โจทก์มีสิทธิได้รับเงินใดบ้าง แต่เมื่อโจทก์ออกจากราชการและเลือกรับบำเหน็จ โจทก์จึงไม่อาจถือเอาข้อมูลที่ยังไม่เป็นที่ยุติก่อนที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินจาก กบข. หรือได้รับแจ้งจากส่วนราชการถือเอาเป็นว่า กบข.ได้รับสภาพหนี้กับโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเพื่อเรียกเอาเงินที่ตนไม่มีสิทธิได้รับได้ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์
ขอให้ยกฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายของจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ซึ่งกล่าวอ้างว่าไม่ชอบธรรมหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษาคดี ศาลจังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ ว่า กองทุนไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตามมาตราดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่เป็นหน่วยงานทางปกครองหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงไม่เป็นคดีปกครอง ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลปกครองสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ แม้ว่า มาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะกำหนดให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ และรายได้ของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไม่ต้องนำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน ก็ตาม แต่เมื่อได้พิจารณาวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ปรากฏว่า มาตรา ๕ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ระบุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการไว้ว่า เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนการรับราชการแก่ข้าราชการเมื่อออกจากราชการ และเพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน โดยมีคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการและเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการกองทุนดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ที่มาตรา ๒๖ กำหนดไว้ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่กำกับและดูแลการจัดการกองทุนตามที่มาตรา ๘๔ กำหนด
ประกอบกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการประกอบด้วยเงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุน (เงินสะสม) เงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสม (เงินสมทบ) เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ (เงินประเดิม) เงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่ข้าราชการที่เลือกรับบำนาญ (เงินชดเชย) เงินที่ได้รับจัดสรรโดยรัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นรายปี ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุน รายได้อื่น และดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินของกองทุนตามที่มาตรา ๖ กำหนดไว้ จากระเบียบกฎหมายดังกล่าว เห็นได้ว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นกองทุนที่ประกอบด้วยทรัพย์สินที่มี