Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5430/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ก็ยังซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ก็รู้เช่นเดียวกันแล้วยังรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 แสดงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำไปโดยไม่สุจริตเป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและจำนองได้ตามป.พ.พ. มาตรา 237 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่ดินให้แก่โจทก์ แม้โจทก์จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนและไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้แล้วว่า จำเลยทั้งสี่สมคบกันทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินและจำนองที่ดินโดยไม่สุจริตเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสี่ไว้ด้วย ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและจำนองที่ดินระหว่างจำเลยทั้งสี่ได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยเรียกนางสอิ้ง หรือสอิ้งมาศ นราภิรักษ์ เป็นจำเลยที่ ๑ นางสุกัญญา ครามะคำเป็นจำเลยที่ ๒ พันเอกสุวิช ครามะคำ เป็นจำเลยที่ ๓ และธนาคารกรุงเทพ จำกัด เป็นจำเลยที่ ๔ คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องเป็นใจความว่า จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๘๑๒๗, ๕๘๑๒๘ และ ๕๘๑๒๙ แขวงลาดยาว เขตบางเขนกรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ในราคา ๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ได้วางมัดจำในวันทำสัญญาและชำระราคาที่ดินให้แก่จำเลยที่ ๑ อีกบางส่วน แต่จำเลยที่ ๑ ได้จดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๘๑๒๗ และ ๕๘๑๒๙ แก่จำเลยที่๒ กับจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๘๑๒๘ แก่จำเลยที่ ๓ แล้วจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำนองที่ดินทั้งสามแปลงแก่จำเลยที่ ๔ การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตเพราะรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ได้ทำสัญญาจะขายไว้กับโจทก์และโจทก์ก็ได้อายัดที่ดินไว้แล้ว

ขอศาลพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ รับเงินจำนวน ๕,๓๘๕,๘๑๒.๗๕ บาท จากโจทก์พร้อมกับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายและการจำนองที่ดินทั้งสามโฉนดดังกล่าวระหว่างจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ ๑ ให้การทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนขายที่ดินแก่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยสุจริตขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่๑ โดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนการซื้อขายถูกต้องตามกฎหมายโจทก์ไม่อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนอันจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า ได้รับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ โดยสุจริต มีค่าตอบแทน และจดทะเบียนโดยสุจริต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ตามสัญญาจะซื้อจะขายเข้ามาใหม่ภายในอายุความ

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๑ รับเงินจำนวน๕,๓๘๕,๘๑๒.๗๕ บาท พร้อมกับทำการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่๕๘๑๒๗, ๕๘๑๒๘ และ ๕๘๑๒๙ แขวงลาดยาว เขตบางเขน กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ ๑ ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่๒ และที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๑๘ และ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๒๗ กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสามแปลดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๒ ที่ ๓กับจำเลยที่ ๔ ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๒๗

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แล้วยังซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ ก็รู้เช่นเดียวกับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ แล้วยังรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ ๒ และที่๓ แสดงว่าจำเลยทั้งสี่กระทำไปโดยไม่สุจริตเป็นเหตุให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ แม้โจทก์จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนและไม่มีสิทธิร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรายนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๐ ดังที่จำเลยทั้งสี่อ้างก็ตามแต่ตามฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้ครบถ้วนแล้วว่า

จำเลยทั้งสี่อ้างก็ตาม แต่ตามฟ้องโจทก์ก็ได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้ครบถ้วนแล้วว่า จำเลยทั้งสี่สมคบกันทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินและจำนองที่ดินโดยไม่สุจริตเป็นทางให้โจทก์ต้องเสียเปรียบ และได้มีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนซื้อขายและจำนองระหว่างจำเลยทั้งสี่ไว้ด้วยแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้น ปรากฏว่าจำเลยที่๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้เป็นจำเลยในคดีสำนวนแรก จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในสำนวนคดีแรกแทนโจทก์ ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาในข้อนี้มานั้นฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแต่ละสำนวนใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวมสำนวนละ ๔๐,๐๐๐ บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ กิจสวัสดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5433/2533

การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ก็ยังซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ก็รู้เช่นเดียวกันแล้วยังรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 938/2490

โจทก์ที่ 1 ได้รับซื้อฝากที่ดินไว้จากจำเลย จนหลุดเป็นกรรมสิทธิแบ้ว เมื่อยังไม่ปรากฏทางทะเบียนว่าได้เปลี่ยนโอนกรรมสิทธิไปยังผู้อื่นกรรมสิทธิก็ยังคงตกเป็นของโจทก์ที่ 1 แม้โจทก์จะกล่าวในฟ้องว่าได้ตกลงขายใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7198/2558

ผู้ร้องประกอบธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ปี 2546 เมื่อผู้ร้องทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 แล้วได้สร้างบ้านในที่ดินดังกล่าวซึ่งมีรูปแบบเดียวกันกับบ้านหลังอื่นที่อยู่ในโครงการหมู่บ้านจั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4985/2558

ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติ มาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17393/2555

การยึดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ย่อมครอบไปถึงดอกผลนิตินัยของที่ดินนั้นด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 304 วรรคสอง ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระตามสัญญาเช่า ถือเป็นดอกผลนิตินัยของที่ดินที่ถูกยึด ผู้ซื้อทรัพย์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้