Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 544/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีก่อนศาลได้วินิจฉัยคดีถึงที่สุดว่า โจทก์ยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่ใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีสิทธิครอบครองและได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกไว้ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ซึ่งอาจถูกเพิกถอนได้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 6 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ในทำนองเดียวกันจำเลยที่ 7 ผู้รับโอนสิทธิครอบครองจากจำเลยที่ 6 ในที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 6ซึ่งเป็นผู้โอน การได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรคสอง ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อคดีก่อนศาลฎีกาฟังว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926ของที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบ ดังนี้ คดีนี้จำเลยที่ 7จะอ้างสิทธิใด ๆ ที่เกิดจากเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบหาได้ไม่ คดีก่อนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926 ของที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยคลาดเคลื่อนซึ่งอาจถูกเพิกถอนได้ตามกฎหมาย ดังนี้โจทก์ชอบที่จะดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสิทธิของโจทก์ในคดีก่อน โจทก์จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในคดีนี้ซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโอนสิทธิครอบครองให้โจทก์ไม่ได้และการที่โจทก์ขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 7 ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วใส่ชื่อโจทก์ลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทนจะแปลว่าเป็นการขอให้บังคับให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ก็ไม่ได้เช่นกัน ชอบที่ศาลจะยกคำขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ดังกล่าวเสีย คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท แต่มิได้สั่งให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158 ย่อมไม่ถูกต้องศาลฎีกาจึงแก้ไขโดยพิพากษาว่าสำหรับค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งเจ็ดจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระต่อศาลในนามของโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1)เลขที่ 58 ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ เมื่อประมาณปี 2528 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5นำที่ดินดังกล่าวของโจทก์ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926 โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ซึ่งศาลพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1243/2535 ของศาลชั้นต้น ในระหว่างดำเนินคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 6 การกระทำของจำเลยเป็นการสมคบกันโดยรู้อยู่แล้วว่ามีการฟ้องร้องกันอยู่เป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถติดตามเอาทรัพย์ดังกล่าวคืนได้ และจำเลยที่ 6 ได้โอนขายที่ดินพิพาทต่อให้จำเลยที่ 7 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันโอนโดยไม่สุจริต

ราคาซื้อขายต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นการร่วมกันฉ้อฉลโจทก์ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1926(ที่ถูก 2926) ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กับจำเลยที่ 6และระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 7 และให้เพิกถอนชื่อจำเลยทั้งเจ็ดออกจากสารบบที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 7 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทคืนแก่เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำเภอเมืองอุบลราชธานีเพื่อดำเนินการเพิกถอนชื่อจำเลยออกจากทะเบียนต่อไป หากจำเลยที่ 7 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์ลงในทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวแทน

ห้ามจำเลยที่ 7เข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 พร้อมบริวารรื้อบ้านและขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยทั้งเจ็ดและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป หากไม่สามารถบังคับตามคำขอทั้งหมดที่กล่าวมาได้ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันใช้ราคาที่ดินเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระราคาแทนเสร็จจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 7ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1926(ที่ถูก 2926) ตำบลขามใหญ่

อำเภอเมืองอุบลราชธานีจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 กับจำเลยที่ 6และระหว่างจำเลยที่ 6 กับจำเลยที่ 7 และให้โอนให้แก่โจทก์หากไม่ดำเนินการให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ราคาเป็นเงิน 750,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นให้ขับไล่จำเลยทั้งเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาทคำขออื่นให้ยกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท

แทนโจทก์โจทก์และจำเลยที่ 7 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1รับฟังมาโดยไม่มีฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านรับฟังยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ตั้งอยู่ตำบลขามใหญ่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2529 เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5เป็นผู้ได้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2533 และศาลชั้นต้นได้พิพากษาคดีถึงที่สุดตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1243/2535 ของศาลชั้นต้น แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ร่วมกันโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 6 และจำเลยที่ 6 ได้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 7 และศาลในคดีดังกล่าวได้วินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ได้ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในคดีดังกล่าว

คำพิพากษาย่อมไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกคดีจึงมิได้วินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 2926 ของที่ดินพิพาท โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 7 มีว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926ของที่ดินพิพาทชอบหรือไม่ และจำเลยที่ 7 มีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยคดีถึงที่สุดแล้วว่าโจทก์ยังคงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ฉะนั้นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926ของที่ดินพิพาทเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 เป็นผู้ได้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้ว แม้จะมีการดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ตาม

เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่ใช่เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ฉะนั้น การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 มีสิทธิครอบครองและได้ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงเป็นการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ออกไว้ดังกล่าวจึงไม่ชอบ ซึ่งอาจถูกเพิกถอนได้โดยพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 เมื่อข้อเท็จจริงศาลได้วินิจฉัยคดีถึงที่สุดแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจำเลยที่ 6 ผู้รับโอนสิทธิต่อจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จึงไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ในทำนองเดียวกันจำเลยที่ 7ผู้รับโอนสิทธิครอบครองจากจำเลยที่ 6 ในที่ดินพิพาทย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นผู้โอนที่จำเลยที่ 7 อ้างว่าโจทก์จะยกเอาสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามคำวินิจฉัยของศาลขึ้นต่อสู้กับจำเลยที่ 7ที่ได้สิทธิอันเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วไม่ได้นั้น

เห็นว่า การได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ต้องเป็นการได้สิทธิในที่ดินที่ได้จดทะเบียนแล้ว และสิทธิที่ได้นั้นต้องเกิดจากเอกสารสิทธิของที่ดินที่ออกโดยชอบ เมื่อศาลฎีกาฟังว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926 ของที่ดินพิพาทออกโดยไม่ชอบ จำเลยที่ 7 จะอ้างสิทธิใด ๆ ที่เกิดจากเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบหาได้ไม่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2926ของที่ดินพิพาทเป็นการออกโดยคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจถูกเพิกถอนได้ตามกฎหมาย

โจทก์ก็ชอบที่จะดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามสิทธิของโจทก์ จะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ซึ่งไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโอนสิทธิครอบครองให้โจทก์ไม่ได้ การขอให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 7ออกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วใส่ชื่อโจทก์ลงในทะเบียนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แทน จะแปลว่าเป็นการขอให้บังคับให้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ได้อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาและพิพากษาให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท แต่มิได้สั่งให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 158 ศาลฎีกาจึงสั่งใหม่ให้ถูกต้องพิพากษายืน แต่ค่าธรรมเนียมศาลในศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งเจ็ดจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระต่อศาลในนามของโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรินทร์ นาควิเชียร · ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้