Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5440/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

++ เรื่อง เช่าซื้อ ค้ำประกัน ++ ++ คดีแดงที่ 5440-5441/2542 ++ ++ จำเลยที่ 1 เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อที่สูญหายไป แต่ให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จึงเป็นสัญญาเพื่อบุคคลภายนอกอันมีผลบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 374, 375 และ 376 เมื่อโจทก์ผู้รับประโยชน์ได้เรียกร้องให้บริษัทรับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เป็นการถือเอาประโยชน์ตามสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยโดยตรงในนามของตนเอง การที่โจทก์ไม่ฟ้องผู้รับประกันภัย แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปถึง 2 ปีเศษ จนขาดอายุความ จึงเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ เมื่อทะเบียนรถยนต์ที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 เป็นทะเบียนรถยนต์คันที่หายไปจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำแผ่นป้ายเลขทะเบียนดังกล่าวมาใช้กับรถยนต์คันที่ตนครอบครองอยู่ แม้จำเลยที่ 1 จะชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบทุกงวดก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้แก่กันได้ จำเลยที่ 1 จึงมีเหตุที่จะอ้างไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อจนกว่าโจทก์จะดำเนินการแก้ไขให้จำเลยที่ 1 สามารถใช้และได้รับประโยชน์จากรถยนต์คันที่ครอบครองและสามารถจดทะเบียนโอนให้แก่กันได้โดยชอบ จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดด้วย ++

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ทั้งสองสำนวนเป็นโจทก์จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ในสำนวนที่รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อทั้งสองคันคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินคันละ ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้ทรัพย์สำหรับรถยนต์คันที่ ๑ เป็นเงิน ๒๕๖,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒๕๖,๐๐๐ บาท และร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างสำหรับรถยนต์คันที่ ๒ เป็นเงิน ๕๖,๘๘๘ บาท และค่าใช้ทรัพย์๑๖๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒๑๖,๘๘๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน ๒๑๖,๘๘๘ บาท นับแต่วันฟ้องแต่ละสำนวนจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าใช้ทรัพย์เดือนละ ๘,๐๐๐ บาท ต่อคัน จนกว่าจะส่งมอบรถยนต์หรือชดใช้ราคา กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าติดตามรถยนต์คันละ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องว่า เสียก่อนโจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา และเมื่อโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้ว จึงไม่มีค่าใช้จ่ายในการติดตามสืบหาทรัพย์ตามที่โจทก์อ้างฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนเคลือบคลุม ไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ ๑ โต้แย้งสิทธิของโจทก์อย่างไร และคำขอท้ายฟ้องสำนวนแรกไม่บรรยายว่า รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๕ ธ - ๙๘๔๕ กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบคืนนั้น หมายเลขเครื่องยนต์ และหมายเลขตัวถังหมายเลขเท่าใดซึ่งหมายเลขทะเบียนดังกล่าวไม่ตรงกับหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง ส่วนคำขอท้ายฟ้องสำนวนที่สองมิได้บรรยายว่า รถยนต์คันที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบคืนนั้นมีหมายเลขทะเบียนหรือไม่ เลขทะเบียนเท่าใด และค่าเสียหายต่าง ๆ ที่โจทก์ฟ้องโจทก์คิดคำนวณเอาเอง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน

โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด โจทก์มอบอำนาจให้นายพงศธร คุณานุสรณ์ ฟ้องร้องดำเนินคดี นายพงศธรมอบอำนาจช่วงให้นายเจริญพิชิตลำเค็ญ และนายเฉลิมชัย องค์จิระวุฑฒิ์ ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน สีขาว ไปจากโจทก์สองคันแยกทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อเป็นสองฉบับฉบับแรกลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๓ เช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕ ฉบับที่สอง ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๓๔ เช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙ ในราคาคันละ ๖๘๒,๖๕๖ บาทข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อเป็นอย่างเดียวกันคือ

ต้องชำระค่าเช่าซื้อเป็นรายเดือนเดือนละ ๑๔,๒๒๒ บาท ทุกวันที่ ๑๐ ของเดือน นับแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔เป็นต้นไปจนกว่าจะครบ ตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๑๗ และ จ.๕ตามลำดับ จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ทั้งสองคันไว้กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อทรัพย์สินไว้คันละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑รับรถยนต์ทั้งสองคันไปพร้อมกันในวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๓ ครั้นรุ่งขึ้นวันที่ ๒๙ ธันวาคม๒๕๓๓ รถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ เช่าซื้อสูญหายไป ๑ คัน จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ทราบโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า

รถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕ สูญหายไป แต่ความจริงแล้วรถยนต์คันที่สูญหายคือคันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙จำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองใช้รถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕ ตลอดมา โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙ ได้ แผ่นป้ายเลขทะเบียน๕ ธ - ๙๘๔๕ กรุงเทพมหานคร มอบให้จำเลยที่ ๑ นำไปใช้กับรถยนต์หมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕ จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อสำหรับรถยนต์คันที่ครอบครองอยู่ให้แก่โจทก์ ๙ งวด แล้วเกิดอุบัติเหตุ บริษัทสินมั่นคงประกันภัยจำกัด มาตรวจสอบแล้วไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้อ้างว่า

รายละเอียดในการประกันภัยไม่ตรงกัน จำเลยที่ ๑ จึงได้ทราบว่า ที่แจ้งความร้องทุกข์เรื่องรถยนต์สูญหายไว้นั้นเป็นการแจ้งผิดคัน เพราะคันที่แจ้งว่า สูญหายนั้นกลับเป็นคันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองใช้อยู่ จำเลยที่ ๑ แจ้งให้โจทก์ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทะเบียนรถยนต์ให้ถูกต้องเพื่อใช้ได้กับรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครอง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้ จำเลยที่ ๑จึงไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์อีก จำเลยที่ ๑ เคยเรียกร้องให้บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด จ่ายค่าสินไหมทดแทนสำหรับรถยนต์คันที่สูญหายไปและเคยร้องเรียนต่อกรมการประกันภัยขอให้สั่งบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด จ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวด้วย แต่บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด ไม่จ่ายให้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า การแจ้งความร้องทุกข์เรื่องรถยนต์หายผิดคันเป็นความผิดของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าการที่โจทก์ระบุหมายเลขเครื่องยนต์ผิดคันมิใช่ความผิดของโจทก์ แต่เป็นความผิดของจำเลยที่ ๑

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เหตุที่การแจ้งความร้องทุกข์เรื่องรถยนต์หายผิดคันนั้น เป็นเพราะหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ ๑ ไปแจ้งความร้องทุกข์ระบุหมายเลขเครื่องยนต์ ไม่ตรงกับหมายเลขเครื่องยนต์ของรถคันที่หายไป และเหตุที่ระบุหมายเลขเครื่องยนต์ในหนังสือมอบอำนาจไม่ถูกต้องตรงกับความจริงนั้น เป็นเพราะโจทก์หรือพนักงานของโจทก์ไม่ได้ตรวจสอบโดยละเอียดและรอบคอบ ดังนั้น การแจ้งความร้องทุกข์เรื่องรถยนต์หายผิดคันจึงเป็นความผิดพลาดของโจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า การที่โจทก์ไม่ฟ้องผู้รับประกันภัย แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปถึง ๒ ปีเศษ จนขาดอายุความเป็นความผิดของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า

จำเลยที่ ๑ ทราบว่า ได้แจ้งความร้องทุกข์รถยนต์คันที่หายผิดคันเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ เนื่องจากรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่เกิดอุบัติเหตุและบริษัทรับประกันภัยปฏิเสธการจ่ายเงินให้จำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑จึงยื่นคำร้องเรียนต่ออธิบดีกรมการประกันภัยเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๓๕ แต่บริษัทรับประกันภัยก็ไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยที่ ๑ ทางกรมการประกันภัยจึงแนะนำให้ไปดำเนินคดีทางศาล ซึ่งขณะนั้นยังไม่เกินกำหนด ๒ ปี นับแต่เกิดเหตุรถหายแต่จำเลยที่ ๑ ก็ไม่ได้ฟ้องร้องบริษัทรับประกันภัย จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เอาประกันภัยจำเลยที่ ๑ จึงต้องเป็นผู้ฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ไม่ใช่โจทก์เป็นผู้ฟ้องร้องแม้เอกสารเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัยจะอยู่กับโจทก์ก็ตาม

ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทนจากการประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ตามทุนประกัน จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่เช่าซื้อทั้งสองคัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ สัญญาดังกล่าวจึงได้ชื่อว่าเป็นสัญญาเพื่อบุคคลภายนอก อันมีผลบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา๓๗๔, ๓๗๕ และ ๓๗๖ สิทธิของผู้รับประโยชน์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกนี้จะเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ผู้รับประกันภัยว่า จะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น ไม่ว่าจะได้แสดงเจตนามาก่อนหรือหลังจากที่ได้เกิดวินาศภัยแล้ว และผู้รับประโยชน์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากผู้รับประกันภัยโดยตรงในนามของตนเอง

เกี่ยวกับเรื่องนี้นายเฉลิมชัยองค์จิระวุฑฒิ์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่าโจทก์เคยไปติดต่อขอรับเงินในฐานะผู้รับประโยชน์ตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้กับบริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด แต่ปรากฏว่า บริษัทสินมั่นคงประกันภัย จำกัด ปฏิเสธไม่ยอมจ่ายให้ อ้างว่า จำเลยที่ ๑ ไปแจ้งความร้องทุกข์หลังจากรถหายไปแล้วหลายวันจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวฟังได้ว่า โจทก์ผู้รับประโยชน์ได้เรียกร้องให้บริษัทรับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว เป็นการถือเอาประโยชน์ตามสัญญา โจทก์ผู้รับประโยชน์จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากผู้รับประกันภัยโดยตรงในนามของตนเอง ดังนั้น การที่โจทก์ไม่ฟ้องผู้รับประกันภัย แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปถึง๒ ปีเศษ

จนขาดอายุความจึงเป็นความผิดของโจทก์ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องชดใช้ความเสียหายให้โจทก์ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า การที่จำเลยที่ ๑ไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะดำเนินการแก้ไขทะเบียนรถยนต์ให้ถูกต้อง ทำให้จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ ไปแจ้งความร้องทุกข์ว่า รถยนต์คันที่หายหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕(ซึ่งไม่ถูกต้องตรงกับความจริง) โจทก์จึงไปดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์คันที่เหลืออยู่คือคันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙ เสร็จแล้วมอบป้ายทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยที่ ๑ ไปเพื่อใช้กับรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่ต่อมาวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ รถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถคนอื่น

โจทก์จึงทราบว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่หมายเลขเครื่องยนต์ไม่ตรงกับหมายเลขเครื่องยนต์คันที่ไปขอจดทะเบียน ความผิดพลาดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ โจทก์ไม่อาจดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขการจดทะเบียนได้ เพราะรถยนต์คันที่เหลืออยู่ถูกแจ้งอายัดไว้ต่อสำนักงานขนส่งทางบกเป็นเหตุสุดวิสัย โจทก์จึงไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ ๑ ได้ และจำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕ ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.๑๗ นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า รถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่คือรถยนต์คันหมายเลขเครื่องยนต์ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส

- เอส๐๐๕๙๕ แต่โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างเข้าใจว่า เป็นคันหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙ ฝ่ายจำเลยที่ ๑ ได้ชำระค่าเช่าซื้อสำหรับรถยนต์คันที่ครอบครองอยู่รวม ๙ งวดส่วนโจทก์ได้ไปขอจดทะเบียนสำหรับคันหมายเลขเครื่องยนต์ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส ๐๐๖๓๙ ได้หมายเลขทะเบียน ๕ ธ - ๙๘๔๕กรุงเทพมหานคร แล้วมอบแผ่นป้ายทะเบียนให้จำเลยที่ ๑ เพื่อนำไปใช้กับรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่ ต่อมารถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถคนอื่น มีการตรวจสอบหมายเลขเครื่องยนต์โจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงได้ทราบว่า รถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองนั้นหมายเลขเครื่องยนต์ ซีเอ ๑๘เอ็นเอส - เอส ๐๐๕๙๕ ไม่ใช่หมายเลขเครื่องยนต์

ซีเอ ๑๘ เอ็นเอส - เอส๐๐๖๓๙ ดังนั้น แผ่นป้ายและหมายเลขทะเบียน ๕ ธ - ๙๘๔๕ กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ ๑ นั้น จึงใช้กับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่ไม่ได้ จำเลยที่ ๑ได้ให้โจทก์ไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขทะเบียนรถเสียให้ถูกต้อง แต่โจทก์ไม่ดำเนินการให้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ต่อไปอีก ดังนี้ จะเห็นได้ว่าทะเบียนรถยนต์ที่โจทก์มอบให้จำเลยที่ ๑ นั้นเป็นทะเบียนรถยนต์คันที่หายไป จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธินำแผ่นป้ายเลขทะเบียนดังกล่าวมาใช้กับรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองอยู่ไม่สามารถใช้หรือรับประโยชน์จากรถยนต์คันที่ครอบครองอยู่ได้ และแม้จำเลยที่ ๑ จะชำระค่าเช่าซื้อต่อไปจนครบทุกงวดก็ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้แก่กันได้

จำเลยที่ ๑จึงมีเหตุที่จะอ้างไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อจนกว่าโจทก์จะได้ดำเนินการแก้ไขให้จำเลยที่ ๑สามารถใช้และได้รับประโยชน์จากรถยนต์คันที่ครอบครอง และสามารถจดทะเบียนโอนให้แก่กันได้โดยชอบ จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดไปด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชนะ ภาสกานนท์ · ระพินทร บรรจงศิลป · ผล อนุวัตรนิติการ
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมยศ เข็มทอง
ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้