Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2556 (เลขอ้างอิง 544472)

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์สมรสกับพันตรี จ. ในขณะที่พันตรี จ. มีคู่สมรสอยู่แล้วเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะกล่าวอ้างหรือมีคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1497 ซึ่งความเป็นโมฆะของการสมรสย่อมมีผลไปถึงวันที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับพันตรี จ. หาใช่มีผลนับตั้งแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนหย่าในปี 2532 ไม่ ฉะนั้นในขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายจึงถือไม่ได้ว่าในขณะนั้นโจทก์ยังมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายจึงไม่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 1452 เมื่อจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายในปี 2533 โดยโจทก์กับผู้ตายยังเป็นคู่สมรสกันอยู่การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 การร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 มิใช่เรื่องอายุความในกรณีใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่ให้มีกำหนด 10 ปี ผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะเมื่อใดก็ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

สำนวนแรก

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตาย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สอง

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529 ณ สำนักงานเขตบางกอกใหญ่เป็นโมฆะ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่า จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างพลเอกนิพนธ์ กับพันเอกหญิงเอกอรหรือเสาวนีย์ (โจทก์) ที่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2529 ณ สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานเขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสเมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสระหว่างพลเอกนิพนธ์ กับพันเอกหญิงเอกอร ถึงที่สุด ให้ยกฟ้องโจทก์สำนวนแรก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลย (โจทก์ในสำนวนที่สอง) ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า การสมรสของโจทก์กับผู้ตายเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อนหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า แม้โจทก์จะจดทะเบียนหย่ากับพันตรีจำรัสปี 2532 ก็ไม่ทำให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายในปี 2529 มีผลสมบูรณ์และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีจำรัสเป็นโมฆะไม่ชอบเพราะมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกเอาข้ออ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีจำรัสเป็นโมฆะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวกับคำให้การและคำฟ้องของจำเลยในสำนวนคดีหลังซึ่งเป็นข้อที่โจทก์ไม่สามารถยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นได้และเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวพันกับปัญหาข้อกฎหมายว่า

การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็นการสมรสซ้อนหรือไม่ นับว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็นโมฆะได้หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวแม้เป็นข้อที่โจทก์มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แต่ก็ต้องด้วยบทยกเว้นที่ให้คู่ความที่เกี่ยวข้องมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างเป็นปัญหาในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวมาตรา 6 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยให้จึงชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์สมรสกับพันตรีจำรัสในขณะที่พันตรีจำรัสมีคู่สมรสอยู่แล้วการสมรสระหว่างพันตรีจำรัสกับโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 1495 ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งรวมถึงโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะกล่าวอ้างหรือจะมีคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 แม้ในคดีนี้จำเลยฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า

การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นโมฆะ โดยอ้างว่าโจทก์เป็นคู่สมรสกับพันตรีจำรัสในขณะจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แต่โจทก์ให้การว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีจำรัสเป็นโมฆะเนื่องจากพันตรีจำรัสจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นและยังมิได้จดทะเบียนหย่า ย่อมมีผลถึงการกล่าวอ้างถึงการเป็นโมฆะของการสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีจำรัส ซึ่งคดีนี้ย่อมมีประเด็นว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีจำรัสเป็นโมฆะหรือไม่ เพื่อจะนำไปสู่การวินิจฉัยว่า การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็นโมฆะหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์เมื่อพิเคราะห์ถึงพยานหลักฐานในสำนวนคดีนี้และข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติข้างต้น ได้ความว่าในขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับพันตรีจำรัสนั้น

พันตรีจำรัสมีคู่สมรสเป็นหญิงอื่นอยู่แล้วการสมรสระหว่างโจทก์กับพันตรีจำรัสย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 ประกอบมาตรา 1495 ซึ่งความเป็นโมฆะของการสมรสดังกล่าวย่อมมีผลไปถึงวันที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับพันตรีจำรัส หาใช่มีผลนับแต่วันที่โจทก์จดทะเบียนหย่ากับพันตรีจำรัสในปี 2532 ไม่ ฉะนั้นในขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายจึงถือไม่ได้ว่าในขณะนั้นโจทก์ยังมีคู่สมรสอยู่ การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายจึงไม่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 1452 ย่อมมีผลสมบูรณ์และโจทก์มีฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เมื่อปรากฏว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายในปี 2533 โดยโจทก์กับผู้ตายยังเป็นคู่สมรสกันอยู่เช่นนี้

การสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายจึงฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา 1452 ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นการไม่ชอบนั้นชอบหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย โจทก์เพิ่งมาทราบภายหลังเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วเพราะจำเลยมายื่นขอรับเงินทดแทนและเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยโดยใช้สิทธิสุจริต เห็นว่า ในการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตาม มาตรา 1497 มิใช่เรื่องของอายุความในกรณีใช้สิทธิเรียกร้องซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ให้มีกำหนด 10 ปี

ดังนั้นผู้มีส่วนได้เสียชอบที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะเมื่อใดก็ได้ ประกอบกับได้ความตามคำฟ้องสอดคล้องกับที่จำเลยเบิกความรับว่า เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายในปี 2551 จำเลยจึงมายื่นขอรับเงินทดแทนและเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย แต่โจทก์ยื่นคำคัดค้านที่จำเลยขอรับเงินทดแทนและเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตายโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ทราบถึงการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเมื่อใดและการที่จำเลยไปใช้สิทธิในฐานะภริยาผู้ตายย่อมเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิและโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าการสมรสของจำเลยกับผู้ตายเป็นโมฆะในคดีนี้ได้ หาใช่เป็นการส่อแสดงว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่

นอกจากนี้ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า โจทก์กับผู้ตายสมรสโดยไม่สุจริตเพราะขณะนั้นโจทก์มีคู่สมรสอยู่แล้ว แต่เมื่อผลการสมรสระหว่างพันตรีจำรัสกับโจทก์เป็นโมฆะและเสียเปล่ามาแต่ต้นย่อมทำให้การสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องพิจารณาว่าโจทก์ได้สมรสกับผู้ตายโดยสุจริตหรือไม่เพราะเป็นกรณีที่จะใช้บังคับสำหรับการสมรสที่เป็นโมฆะและสิทธิของคู่สมรสดังกล่าวจะเสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสหรือไม่ตาม มาตรา 1499 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่จะใช้บังคับเมื่อการสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายเป็นการสมรสซ้อนเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยเหตุนี้มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า การสมรสระหว่างพลเอกนิพนธ์ (ผู้ตาย) กับนางสาวหรือนางจรีรัตน์หรือเรณุกา (จำเลย) ซึ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักทะเบียนอำเภอเมืองนนทบุรีเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส ให้ยกฟ้องจำเลย (โจทก์สำนวนที่สอง) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล · พศวัจน์ กนกนาก
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครปฐม - นางสาววัจนาถ วังตาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นางสุวิชา นาควัชระ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยชพ109/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ120/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ160/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9136/2557

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ผู้คัดค้านจะมิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างไว้ในคำคัดค้าน แต่เมื่อปัญหานี้ปรากฏตามคำร้องขอในสำนวน ผู้คัดค้านชอบจะหยิบยกขึ้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9006/2557

ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ท. นั้น ท. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วและยังคงเป็นคู่สมรสกับโจทก์ตลอดมาจนกระทั่ง ท. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6186/2545

ชายหรือหญิงที่ทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว เป็นการสมรสที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และทำให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งมาตรา 1497 ระบุว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1452…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6924/2560

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทในคดี ศาลต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การเท่านั้น แม้จำเลยจะให้การตั้งประเด็นต่อสู้ว่าผู้ตายแจ้งกับจำเลยว่าเป็นโสด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4408/2558

โจทก์ฟ้องระบุว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับ ป. ผู้ตาย แต่เป็นการสมรสซ้อน ต้องห้ามตามมาตรา 1452 แห่ง ป.พ.พ. เป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งมีผลตามมาตรา 1498 โดยมาตรา 1498 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การสมรสท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้