Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2556 (เลขอ้างอิง 544509)

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างผู้เสียหายทำงานในตำแหน่งพนักงานอาวุโส ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ได้จากลูกค้าแทนผู้เสียหาย เช่นเดียวกับพนักงานขายบัตรโดยสารเครื่องบินที่ผู้เสียหายมอบหมายหน้าที่ให้รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินแทนลูกค้าด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการหรือชำระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเครื่องบินนั้น จึงเป็นของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ต้องนำไปส่งมอบหรือชำระตามวิธีการให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 เอาเงินค่าโดยสารเครื่องบินดังกล่าวไว้เป็นของจำเลยที่ 2 เสียเอง จึงเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มิใช่ความผิดฐานยักยอก

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนหรือใช้เงิน 21,250 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนที่สองต่อจากโทษจำเลยทั้งสองสำนวนแรก จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก 335 (11) วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 335, (11) วรรคแรก) การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างและฐานใช้เอกสารปลอมเป็นการกระทำโดยมุ่งหวังที่จะลักเอาทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างไปเท่านั้น จึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างสองกระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 4 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 9,550 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาและคำขออื่นให้ยกและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องคืนเงิน 9,550 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกาคัดค้านว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างบริษัทโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ จำกัด ผู้เสียหาย ประจำที่สถานีสนามบินหาดใหญ่ โดยจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่อาวุโส เมื่อวันที่ 10พฤษภาคม 2549 นางยุพเยาว์ มอบเงิน 3,700 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินจากผู้เสียหายแทนนางยุพเยาว์และนางสาวเยี่ยมพร บุตรของนางยุพเยาว์เพื่อเดินทางไปกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 ใช้รหัสประจำตัวของจำเลยที่ 1 เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหาย ขายบัตรโดยสารเครื่องบินให้แก่นางยุพเยาว์และนางสาวเยี่ยมพร แต่ไม่ชำระเงินให้แก่ผู้เสียหายตามสรุปรายงานการขายภายในประเทศและรายงานการขายประจำวัน

ต่อมา นางยุพเยาวย์และนางสาวเยี่ยมพรใช้บัตรโดยสารเครื่องบินที่จำเลยที่ 2 นำไปมอบให้เดินทาง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 ตามรายชื่อผู้โดยสาร และเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2549 เวลาเช้า นางสาวนิธิภรณ์ นางสาวสุวดีย์ และนางสาวจณิตา มอบเงินรวม 5,850 บาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินจากผู้เสียหายแทนนางสาวนิธิภรณ์ นางสาวสุวดี และนางสาวจณิตาเพื่อใช้เดินทางไปกรุงเทพมหานคร ในช่วงบ่ายของวันที่ 15 มิถุนายน 2549 จำเลยที่ 2 ใช้รหัสประจำตัวของ จำเลยที่ 1 เข้าสู่ระบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายขายบัตรโดยสารเครื่องบินรวม 3 ฉบับ ได้แก่ 5789920004001 ถึง 5789920004003 ซึ่งเป็นบัตรโดยสารเครื่องบินที่ตัวแทนของผู้เสียหายได้จำหน่ายไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 และผู้โดยสารใช้บัตรโดยสารเครื่องบินเหล่านั้นเดินทางเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2549 ตามสรุปรายงานการขายภายในประเทศไปมอบให้แก่นางสาวนิธิภรณ์

นางสาวสุวดีย์ และนางสาวจณิตาได้ใช้บัตรโดยสารเครื่องบินดังกล่าวเดินทาง โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบินทั้งสามฉบับให้แก่ผู้เสียหาย ตามสรุปรายงานการขายภายในประเทศ และรายงานการขายประจำวัน คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาเป็นความผิดฐานยักยอกมิใช่ความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 แม้ไม่มีหน้าที่โดยตรงแต่ก็สามารถขายบัตรโดยสารเครื่องบินของผู้เสียหายได้ จำเลยที่ 2 ขายบัตรโดยสารเครื่องบินของผู้เสียหายได้เงินจากลูกค้า แต่ไม่นำเงินไปชำระแก่ผู้เสียหาย จึงเป็นการเบียดบังเงินของผู้เสียหาย

เมื่อจำเลยที่ 2 ครอบครองเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบินของผู้เสียหายและเบียดบังเงินของผู้เสียหายไป การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานยักยอกนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของผู้เสียหายทำงานในตำแหน่งพนักงานอาวุโส ซึ่งได้ความว่า ในขณะเกิดเหตุเดือนพฤษภาคม 2549 จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ประจำลานจอดเครื่องบินและปล่อยเครื่องบิน ไม่มีหน้าที่ขายบัตรโดยสารเครื่องบิน ผู้เสียหายมิได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ได้จากลูกค้าแทนผู้เสียหาย เช่นเดียวกันกับพนักงานขายบัตรโดยสารเครื่องบินที่ผู้เสียหายมอบหมายหน้าที่ให้รับและครอบครองเงินค่าโดยสารเครื่องบินจากลูกค้าแทนด้วย ดังนั้น

เมื่อจำเลยที่ 2 รับเงินค่าโดยสารเครื่องบินที่ลูกค้าซื้อการให้บริการหรือชำระค่ารับจ้างในกิจการของผู้เสียหาย เงินค่าโดยสารเครื่องบินนั้นจึงเป็นของผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ต้องนำไปส่งมอบหรือชำระตามวิธีการให้ผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 2 เอาเงินค่าโดยสารเครื่องบินดังกล่าวตามฟ้องไว้เป็นของจำเลยที่ 2 เสียเอง จึงเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ไปจากผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะลูกจ้างของผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง มิใช่เป็นความผิดฐานยักยอก ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดโดยอาศัยโอกาสที่ล่วงรู้รหัสประจำตัวผู้ร่วมงาน แล้วเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายในการกระทำความผิด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมงานและผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย พฤติการณ์แห่งความผิดนับว่าร้ายแรง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใหญ่มีหน้าที่การงานและจบการศึกษาระดับสูงอยู่ในวิสัยที่จะใช้สติปัญญาพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจที่จะกระทำความผิดได้ คดีไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 ได้ แต่การที่จำเลยที่ 2 ได้บรรเทาผลร้ายให้ผู้เสียหายเป็นเงิน 11,100 บาท แล้ว และผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ จึงเห็นสมควรลงโทษในสถานเบา

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมศักดิ์ ชื่นชวน · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสงขลา - นายชูศักดิ์ ด้วงหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ946/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2525/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1952/2552
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7946/2568

การที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายแล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าบริการและค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 811/2568

ในการชิงทรัพย์จำเลยสวมหมวกนิรภัย ทั้งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุปรากฏว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัก โดยจำเลยมิได้สวมหมวกนิรภัย แต่ช่วงเวลาที่จำเลยก่อเหตุชิงทรัพย์คดีนี้แล้วหล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้