Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5483/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากรฯ เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 แห่งประมวลรัษฎากรฯ การที่ลูกหนี้ที่ 1 ส่งมอบบัญชีและเอกสารต่าง ๆ มาให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้วไม่ทำให้การยื่นเอกสารรายการดังกล่าวกลับเป็นการยื่นภายในกำหนดเวลาได้ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ทำการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71 แห่งประมวลรัษฎากรฯ จึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ทั้งสองไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2537 เจ้าหนี้รายที่ 1 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 2,445,504 บาท อันเป็นค่าภาษีอากรของลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งลูกหนี้ที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องร่วมรับผิดในหนี้ของลูกหนี้ที่ 1โดยไม่จำกัดจำนวนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า ลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีประจำปี 2531 และ 2532 ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร

เจ้าพนักงานประเมินจึงหมายเรียกลูกหนี้ที่ 1 มาไต่สวนและสั่งให้ลูกหนี้ที่ 1 นำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงลูกหนี้ที่ 1 ได้ส่งเอกสารดังกล่าวตามหมายเรียกแล้วเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีอำนาจประเมินภาษีของลูกหนี้ที่ 1 ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรและขัดกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป5/2527 ข้อ 1 แต่คงประเมินภาษีได้จากกำไรสุทธิ ซึ่งเมื่อรวมกับเบี้ยปรับแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 1 มีสิทธิได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรเป็นเงิน 186,702 บาทศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้ค่าภาษีอากรจำนวน2,425,986.52 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง

ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเจ้าหนี้รายที่ 1 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และลูกหนี้ทั้งสองอุทธรณ์โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรที่เจ้าหนี้รายที่ 1 จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรเป็นเงิน 2,445,504 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(2)ลูกหนี้ทั้งสองฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่าลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากรเจ้าพนักงานประเมินจึงหมายเรียกลูกหนี้ที่ 1 มาไต่สวนและสั่งให้ส่งบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นใดมาแสดง ซึ่งลูกหนี้ที่ 1 ได้ส่งเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาของเจ้าพนักงานประเมินแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของลูกหนี้ทั้งสองว่า เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีของลูกหนี้ที่ 1 ตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่และลูกหนี้ทั้งสองต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายที่ 1 เพียงใด เห็นว่าเมื่อลูกหนี้ที่ 1 ไม่ได้ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากรแล้วเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ หรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าได้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 71 แห่งประมวลรัษฎากร การที่ลูกหนี้ที่ 1 ได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารต่าง

ๆ มาให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบ แต่เป็นระยะเวลาภายหลังจากพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ไม่ทำให้การยื่นเอกสารรายการดังกล่าวกลับเป็นการยื่นภายในกำหนดเวลาได้ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ทำการประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา 71 แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว ส่วนลูกหนี้ทั้งสองจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้เป็นจำนวนเท่าใดนั้นเห็นว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2531 ลูกหนี้ที่ 1 มีรายรับก่อนรายจ่ายเป็นเงิน 26,096,254.70 บาท โดยมีภาษีซึ่งหัก ณ ที่จ่ายแล้ว 260,958.68 บาท ส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ลูกหนี้ที่ 1 มีรายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 6,434,022.64 บาท

มีภาษีซึ่งหัก ณ ที่จ่ายแล้ว 64,338.41 บาท เมื่อคำนวณภาษีตามมาตรา 71(1) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายแล้วเป็นเงิน 1,304,812.73 บาท และ 321,701.13 บาท ตามลำดับและเมื่อนำภาษีซึ่งหัก ณ ที่จ่ายมาหักออกแล้ว คงเหลือภาษีที่ยังต้องจ่ายเป็นเงินจำนวน 1,043,854.05 บาท และ 257,362.72 บาท ตามลำดับ ซึ่งภาษีทั้งสองจำนวนนี้ลูกหนี้ที่ 1 มิได้ชำระภายในกำหนดเวลาจึงต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร คือ อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องจ่าย นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นรายการของแต่ละปีตามกฎหมายจนถึงวันศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นเวลา 61 เดือน และ 49 เดือน ตามลำดับ

รวมเป็นเงินเพิ่มในปี 2531 และ 2532 ที่ลูกหนี้ที่ 1 ต้องชำระเป็นเงิน 955,126.46 บาท และ 198,161.60 บาท ตามลำดับเมื่อรวมจำนวนภาษีที่ลูกหนี้ที่ 1 ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายที่ 1 แล้วเป็นเงิน 2,445,504 บาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวลูกหนี้ที่ 2 ในฐานะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของลูกหนี้ที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้ที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าหนี้รายที่ 1 ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรเป็นเงิน 2,445,504 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งสอง จึงชอบแล้ว ฎีกาของลูกหนี้ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · กิติยาภรณ์ อาตมียะนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้