Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5527/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความหมายของข้อความว่า "ได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด"ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ต้องปรากฏว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับของหรือสินค้าที่ถูกขนส่งเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการนำสินค้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งด้วยการรับขนส่งกันเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ลำพังแต่การเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งทอดใดทอดหนึ่งเพื่อทำธุรกรรมทางด้านเอกสารเกี่ยวกับสินค้า หรือปฏิบัติพิธีการทางศุลกากรในการนำเรือเข้าเทียบท่า แจ้งกำหนดเรือบรรทุกสินค้าเข้าให้เจ้าของสินค้าทราบเพื่อจะได้มารับสินค้าเท่านั้นโดยไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องขนส่งสินค้าด้วยแล้ว ก็ไม่อาจถือว่าตัวแทนเรือดังกล่าวเป็นผู้ร่วมขนส่งหลายคนหลายทอดได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ประกอบกิจการขนส่งสินค้าทางทะเลอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) จำเลยที่ 2เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าทอดสุดท้ายในประเทศไทย เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2533 บริษัทคาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัดผู้ซื้อสั่งซื้อสินค้าเครื่องทอพรมรวม 4 เครื่อง ราคา 5,150,000 เหรียญไต้หวันจากบริษัทชูชิง แมชชีนเนอรี่ จำกัด ผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากเมืองคีลุง ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) มายังประเทศไทย โดยเรือเดินทะเลชื่อโคลัมบาผู้ซื้อเอาประกันภัยสินค้าในระหว่างการขนส่งไว้กับโจทก์ในวงเงิน5,262,157.57 บาท ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2533 เรือโคลัมบาเดินทางมาถึงประเทศไทย

หลังจากขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือแล้ว ปรากฏว่าสินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายบางส่วนเนื่องจากการขนส่งต้องส่งเครื่องจักรกลับไปซ่อมที่โรงงานของผู้ผลิต เสียค่าซ่อมและค่าขนส่งรวมเป็นเงิน 2,247,912 บาท หักค่าซากเป็นเงิน 650,000 บาท คงเหลือความเสียหาย 1,597,912 บาท โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาประกันภัยในจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อไปแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิตามกฎหมายโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,597,912 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้กระทำการแทนไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจ การแต่งตั้งทนายความจึงไม่ชอบ จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ร่วมขนส่งกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนในการทำพิธีการเรือเท่านั้น ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย ผู้ซื้อได้รับสินค้าไปโดยไม่อิดเอื้อน จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดและโจทก์เรียกค่าเสียหายสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องในการนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้หมายแจ้งวันนัดให้จำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 2 ทราบ ไม่มีผู้รับให้ปิดหมายให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน ต่อมาพนักงานเดินหมายรายงานว่า ส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดหมายแล้ว ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มาเสียค่าธรรมเนียมในการส่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องจำเลยที่ 2 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่อไปแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,597,912 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์คำสั่งแล้ว พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้โจทก์จัดการนำส่งหมายนัดสืบพยานโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ต่อไปศาลชั้นต้นพิจารณาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2มิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2533 บริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด สั่งซื้อสินค้าพิพาทเครื่องทอพรมรวม4 เครื่อง ราคา 5,150,000 เหรียญไต้หวัน จากบริษัทชูชิง แมชชีนเนอรี่จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ทั้งนี้ บริษัทชูชิง แมชชีนเนอรี่จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาทจากเมืองคีลุง ประเทศสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) มายังประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 ใช้เรือเดินทะเลชื่อโคลัมบาเป็นพาหนะบรรทุกขนส่งสินค้าพิพาท และบริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด เอาประกันภัยสินค้าพิพาทในระหว่างขนส่งไว้กับโจทก์ในวงเงิน 5,262,157.57 บาท

ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน2533 เรือโคลัมบาเดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพและได้มีการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บไว้ในโรงพักสินค้าหมายเลข 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้วปรากฏว่ามีสินค้าพิพาทบางส่วนเสียหาย บริษัทคาร์เปทอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ จำกัด เรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัย โจทก์จ่ายเงินให้บริษัทคาร์เปท อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์จำกัด 1,597,912 บาท จึงเข้ารับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร่วมขนส่งสินค้าพิพาทกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอดหรือไม่เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ที่บัญญัติว่า"ถ้าของนั้นได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดท่านว่าผู้ขนส่งทั้งนั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในการสูญหาย

บุบสลาย หรือส่งชักช้า" ซึ่งโดยความหมายของข้อความที่ว่า "ได้ส่งไปโดยมีผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด" นั้น ต้องปรากฏว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับของหรือสินค้าที่ถูกขนส่งนั้นเป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการนำสินค้าจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งด้วยการรับขนส่งกันเป็นช่วง ๆตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางจึงจะถือว่าเป็นการขนส่งหลายคนหลายทอดลำพังแต่ผู้นั้นเป็นเพียงตัวแทนของผู้ขนส่งทอดใดทอดหนึ่ง เพื่อทำธุรกรรมทางด้านเอกสารเกี่ยวกับสินค้า หรือปฏิบัติพิธีการทางศุลกากรในการนำเรือเข้าเทียบท่า แจ้งกำหนดเรือบรรทุกสินค้าเข้าให้เจ้าของสินค้าทราบเพื่อจะได้มารับสินค้าเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องขนส่งสินค้าด้วยแล้ว

ก็ไม่อาจที่จะถือได้ว่าตัวแทนเรือดังกล่าวเป็นผู้ร่วมขนส่งหลายคนหลายทอดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ดังเช่นที่โจทก์ฎีกา ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นตัวแทนขออนุญาตทำการบรรทุกและขนถ่ายและขอเครื่องมือทำการขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบา จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการขนถ่ายสินค้าพิพาทแล้วนั้น เห็นว่า เรือโคลัมบาที่จำเลยที่ 1 ใช้บรรทุกขนส่งสินค้าพิพาทได้เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพซึ่งเป็นท่าเรือปลายทางในการขนส่งสินค้าแล้ว การขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบาเพื่อนำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้น จากคำเบิกความของนายนพดล

มีสุขเสมอ พยานโจทก์ซึ่งเคยเป็นพนักงานของโจทก์ตำแหน่งหัวหน้าส่วนรับประกันภัยทางทะเลและขนส่งที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ได้ความว่า เมื่อเรือเข้าเทียบท่าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยแล้วนายเรือดังกล่าวเป็นผู้สั่งให้พนักงานของเรือขนถ่ายสินค้าโดยต้องขนถ่ายสินค้าและมอบสินค้าให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และที่นายศราวุธ ปริวัติธรรม พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 2 ว่า เมื่อเรือสินค้าต่างประเทศเข้าเทียบท่าเรือแล้วพนักงานของเรือมีหน้าที่ขนถ่ายสินค้าเพื่อนำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าเองย่อมแสดงว่าการขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบาเพื่อนำไปเก็บที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั้นเป็นหน้าที่ของเรือโคลัมบาหรือจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ได้รับจ้างขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบาเพื่อนำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด ซึ่งตามคำเบิกความของนายศราวุธและนายพิระ

รัตนนันท์ พยานจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิจะเข้าไปรับขนถ่ายสินค้าในเขตการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้เนื่องจากจำเลยไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้รับขนถ่ายสินค้าไว้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่เรียกกันว่า "สตีวีโด" (STEVEDORE) และปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้า 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตามใบแจ้งขอทำการบรรทุกและขนถ่ายสินค้าเอกสารหมาย จ.22 ข้อ 1 ระบุไว้ว่า "เรือลำนี้ซึ่งบริษัทBANGKOK SHIPPING เป็นตัวแทนของเรือได้ให้บริษัทผู้ประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้ทำการบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้า" เป็นการแสดงฐานะของจำเลยที่ 2 ไว้ชัดว่าเป็นเพียงตัวแทนเรือโคลัมบาที่ตกลงให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เข้าทำการขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บที่โรงพักสินค้าหมายเลข 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยประกอบกับนายเจริญ

ทรงเจริญ ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เป็นผู้ไปดูแลการขนถ่ายสินค้าลงจากเรือโคลัมบา ไม่มีหน้าที่ควบคุม กรรมการผู้ขนถ่ายสินค้าพิพาทเป็นลูกจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เจ้าของเรือโคลัมบาเป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์โดยสั่งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายแทนทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้เสียค่าเช่าเครื่องมือและอุปกรณ์การขนถ่ายสินค้า จำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่จ่าย ดังนี้ ย่อมเห็นได้ว่าเรือโคลัมบาเป็นผู้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์เป็นผู้ขนถ่ายสินค้าพิพาทลงจากเรือโคลัมบานำไปเก็บไว้ที่โรงพักสินค้าหมายเลข 9 ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยไม่ใช่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างจากเรือโคลัมบา

จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของเรือโคลัมบาไปว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดจิรพัฒน์มาขนถ่ายสินค้าลงจากเรือโคลัมบาเท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยข้อเท็จจริงต้องกันว่าจำเลยที่ 2เป็นเพียงตัวแทนเรือโคลัมบาดำเนินการแจ้งการมาถึงของเรือให้ผู้รับตราส่งทราบเพื่อที่จะได้นำใบตราส่งมาเปลี่ยนเป็นใบปล่อยสินค้า ติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ คือ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า กองตรวจคนเข้าเมืองกรมศุลกากร อันเป็นงานเกี่ยวกับเอกสารหรือติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ แทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิใช่มีลักษณะเป็นการเข้าร่วมขนส่งสินค้าหลายคนหลายทอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 แล้วพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นของโจทก์ต่อไปอีกนั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้