Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5549/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ห.คงมีแต่เพียงสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเท่านั้นขณะที่ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย เมื่อ ห.ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าครอบครอง ถือได้ว่าสละเจตนาที่จะครอบครองที่ดินดังกล่าว และการยกให้มีผลสมบูรณ์ทันที ไม่ต้องไปจดทะเบียนทำนิติกรรมการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยย่อมได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท หลังจาก ห.ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ได้มีการออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทในนามของ ห.แม้ห.ยังมิได้จดทะเบียนโอนให้จำเลย แต่จำเลยได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตลอดจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนเป็นเวลากว่า10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 4386 เป็นของนางห้วยมารดาโจทก์นางห้วยได้ทำสัญญายกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยโดยมีเงื่อนไขให้สร้างตลาด หากนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นให้ที่ดินตกเป็นของนางห้วยตามเดิม จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา นางห้วยจึงไม่ทำนิติกรรมยกที่ดินให้ต่อมานางห้วยถึงแก่กรรม โจทก์ได้รับมรดกและห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับที่ดิน แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินแปลงดังกล่าว และส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดิน กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินจำเลยให้การว่า

โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทนางห้วยยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ นางห้วยไม่เคยทักท้วง จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกร้องค่าเสียหายศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาว่าขณะที่นางห้วยทำหนังสือยกที่ดินพิพาทให้จำเลยตามเอกสารหมาย จ.4นั้น แม้ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์และการยกให้ดังกล่าว นางห้วยได้ยินยอมให้จำเลยเข้าไปครอบครองสร้างอาคารตลาดแล้วก็ตาม การให้นั้นก็ยังไม่สมบูรณ์เพราะหนังสือยกที่ดินพิพาทให้ดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า นางห้วยจะต้องไปจดทะเบียนนิติกรรมให้จำเลยภายใน 12 เดือน และจำเลยจะต้องนำที่ดินที่ยกให้สร้างเป็นตลาดจะนำไปใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้หากจำเลยผิดสัญญาให้ที่ดินตกเป็นของนางห้วยทันที นอกจากนี้เมื่อออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นชื่อของนางห้วยแล้วนางห้วยก็ไม่ไปจดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยจะถือว่านางห้วยเจตนาสละการครอบครองไม่ได้ ที่ดินพิพาทคงเป็นกรรมสิทธิ์ของนางห้วยและเมื่อนางห้วยถึงแก่ความตาย

โจทก์เป็นผู้รับมรดกจึงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ขณะที่นางห้วยยกที่ดินพิพาทให้จำเลย ที่ดินยังไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ นางห้วยจึงมีแต่เพียงสิทธิครอบครองเท่านั้น ดังนั้นนางห้วยเพียงแต่ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยเข้าครอบครองก็ถือได้ว่าสละเจตนาที่จะครอบครองที่ดินพิพาทแล้วการยกให้ของนางห้วยย่อมมีผลสมบูรณ์ทันที หาจำต้องไปจดทะเบียนทำนิติกรรมการยกให้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใดไม่ ทั้งยังถือได้ว่านางห้วยได้กระทำการตามเงื่อนไขนั้นเสร็จสิ้นแล้วจำเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนการให้ย่อมได้ไปซึ่งสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทนั้น แม้ภายหลังจะได้มีการออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทโดยมีชื่อนางห้วยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ก็หามีผลกระทบกระเทือนการยกให้ที่สมบูรณ์ไปแล้วนั้นแต่อย่างใดไม่ หากต่อมานางห้วยเห็นว่าจำเลยผิดสัญญาการให้อย่างไรก็มีสิทธิที่จะเพิกถอนการให้นั้นได้ แต่ตามพฤติการณ์ของนางห้วยกลับปรากฏว่ามิได้ดำเนินการต่อจำเลยอย่างใดคงปล่อยให้จำเลยครอบครองหาประโยชน์จากที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของตลอดมาจนกระทั่งถึงแก่ความตายทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยมิได้ผิดสัญญาการยกให้ นางห้วยจึงมิได้ฟ้องเรียกคืนการให้แม้ที่ดินพิพาทจะได้มีการออกโฉนดในภายหลัง และนางห้วยยังมิได้จดทะเบียนโอนให้จำเลยก็ตาม แต่จำเลยก็ได้ครอบครองโดยสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาตลอด นับแต่วันที่ได้รับการยกให้มาจากนางห้วยและวันที่มีการออกโฉนดที่ดินพิพาทจนถึงวันที่โจทก์ฟ้อง เรียกคืนเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จำเลยย่อมได้ไปซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382โจทก์จะอ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทและฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1476/2561

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากพระภิกษุ ป. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แต่ที่ดินพิพาทกลับมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของ และมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับซื้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1176/2532

ในการทำสัญญาจะซื้อขายที่พิพาท ผู้ร้องกับผู้ขายตกลงกันไว้ว่าให้ผู้ร้องชำระค่าที่พิพาทส่วนที่เหลือภายใน 1 ปี แล้วจึงจะโอนกรรมสิทธิ์กัน เมื่อผู้ร้องไม่ได้ชำระค่าที่พิพาทส่วนที่เหลือ แม้ผู้ขายจะมอบที่พิพา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2963/2531

ท. ขายและยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แม้การซื้อขายและยกให้ซึ่งที่พิพาทจะไม่มีการทำหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ที่พิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าเมื่อโจทก์เข้าครอบครองโดยเจ้าของเดิมได้สละสิทธิครอบครองของตนให้แล้วโจทก์ย่อม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 541/2500

การยกให้ที่ดินมือเปล่าและมอบการครอบครองให้ผู้รับย่อมได้สิทธิครอบครองโดยสมบูรณ์ โดยมิต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ตาม มาตรา15 พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479เพียงแต่ให้อำน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1043/2493

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสวนยาง 1 แปลงโดยซื้อไว้จากผู้มีชื่อดังสำเนาท้ายฟ้อง และได้ครอบครองมาประมาณ 9 ปีเศษ จำเลยบุกรุกเข้ากรีดยางในที่ของโจทก์ตอนหนึ่ง จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนหนึ่งดังนี้ แส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้